ผู้เขียน: Esperanza

About Esperanza

Here are my most recent posts

ประวัตินักฟุตบอล ลูคัส ปิอาซอน ดาวยิงหน้าหล่อชาวบราซิลของ ไอน์ทรัค แฟรงเฟิร์ต

ประวัตินักฟุตบอล ลูคัส ปิอาซอน ดาวยิงหน้าหล่อชาวบราซิลของ ไอน์ทรัค แฟรงเฟิร์ต

ประวัตินักฟุตบอล ลูคัส ปิอาซอน  ผมมีความสุขที่ยิงมันได้ดี มันเป็นประตูที่ยอดเยี่ยม ผมฝึกซ้อมฟรีคิกมาตลอด

ประวัตินักฟุตบอล ลูคัส ปิอาซอน

ชื่อเต็ม : ลูคัส ปิอาซอน
วันเกิด : 20 มกราคม 1994 (อายุ 20)
สถานที่เกิด : เซาเปาโล, ประเทศบราซิล
สัญชาติ : บราซิล
ส่วนสูง : 184 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : ปีก/ กองหน้า
สโมสรปัจจุบัน : เชลซี (ยืมตัวที่ ไอน์ทรัค แฟร้งเฟิร์ต)

ประวัติของ ลูคัส ปิอาซอน
ลูคัส ปิอาซอน เป็นดาวยิงที่หน้าตาหล่อของชาวบราซิล ไอน์ทรัค แฟรงเฟิร์ต ได้สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเคาเอง นักยิงบอลด้วยความรุนแรง และเป็นทิศทางที่สมบรูณ์แบบ ด้วยวัย 20 ปี ก่อนพุ่งเสียบคานเข้าไป ทำให้ ยาโร สลาฟ ดร็อบนีย์ ผู้รักษาประตูของ ฮัมบูร์ก หมดสิทธิ์รับลูกแต่อย่างใด ตอนกรรมการให้ลูกฟรีคิก ฮาริส เซเฟโรวิช และ ทิโมธีย์ แชนด์เลอร์ เข้ามาบอกผมว่า ตอนนี้นาที 88 แล้ว มันคือโอกาสสำคัญ นายต้องทำให้ได้ มันทำให้ผมรู้สึกเชื่อมั่นมากๆ ผมมีความสุขที่ยิงมันได้ดี มันเป็นประตูที่ยอดเยี่ยม ผมฝึกซ้อมฟรีคิกมาตลอด”…

Read More
นักฟุตบอล มิเชล พลาตินี่ ได้มีรับการยอมรับกันอย่างกว้างขวางในฐานะมิดฟิลด์ที่เพอร์เฟกต์ที่สุดในโลก

นักฟุตบอล มิเชล พลาตินี่ ได้มีรับการยอมรับกันอย่างกว้างขวางในฐานะมิดฟิลด์ที่เพอร์เฟกต์ที่สุดในโลก

นักฟุตบอล มิเชล พลาตินี่ เป็นนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของยุโรป

นักฟุตบอล มิเชล พลาตินี่

มิเชล พลาตินี่ เมื่อในอดีตมิดฟิลด์ทีมชาติฝรั่งเศสผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ และได้ตั้งให็เป็นบุคคลระดับตำนานไปอย่างเรียบร้อย ได้มีรับการยอมรับกันอย่างกว้างขวางในฐานะมิดฟิลด์ที่เพอร์เฟกต์ที่สุดในโลกของยุคเดียวกัน
พลาตินี่ เริ่มต้นอาชีพค้าแข้งกับ นองซี่-ลอร์เรน ก่อนที่จะย้ายไปสู่ทีมที่ใหญ่กว่าอย่าง แซงต์ เอเตียง ที่ซึ่งได้มาประสบความสำเร็จ ได้คว้าแชมป์ ลีก สูงสุดเมื่อปี 1981

ในปี 1982 ก้าวใหม่ของชีวิตที่ท้าทายมากกว่าเดิม ที่ได้มีการได้เริ่มมาถึงเมื่อได้ย้ายไปหาประสบการณ์กับสโมสรในอิตาลี ซึ่งเป็นสโมสรชั้นนำอย่าง ยูเวนตุส แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่เมื่อได้มีารลงเล่น 147 เกม พลาตินี่ กระทุ้งประตูไป 68 ตุง ซึ่งจากตำแหน่งมิดฟิลด์ ก็ได้ถือว่าเป็นสถิติที่ไม่ธรรมดาจริงๆ
และยังไม่หมดเท่านั้น ก็ได้พ่อมดแห่งวงการลูกหนังรายนี้ยังได้นำความโด่งดังเป็นดาวซัลโวของ เซเรีย อา ได้ถึง 3 สมัยซ้อน พลาตินี่ เป็นส่วนสำคัญอย่างมากให้ม้าลายแห่งตูริน สคูเด็ตโต้,แชมป์ อิตาเลียน คัพ,ยูโรเปี้ยน คัพ และ คัพ วินเนอร์สคัพ

พลาตินี่ และยังได้รับมอบหมายให้เป็นกัปตันทีมชาติ “ตราไก่” ฝรั่งเศส ลุยศึก ยูโรเปี้ยน แชมเปี้ยนคัพ เมื่อปี 1984 และจบทัวร์นาเมนต์ด้วยตำแหน่งดาวซัลโวด้วยที่ 9 ประตู
นอกจากจะมีความจี๊ดจ๊าดในตำแหน่งมิดฟิลด์แล้วการผ่านบอล และการป้อนบอลของ พลาตินี่ ยังได้รับการยอมรับว่าเยี่ยมยอดมากอีกด้วย รวมถึงในการยิงประตูที่หาได้ไม่มากนักจากนักเตะตำแหน่งมิดฟิลด์ แล้วเป็นดาวยิงแบบนี้

 

เซอร์บ๊อบบี้ ชาร์ลตัน ในตำนานนักเตะชาวอังกฤษ ได้กล่าวถึง พลาตินี่ ไว้ว่า “เขาจบสกอร์ได้คมมากๆแม้จะมีช่องอยู่นิดเดียวเท่ารูเข็มก็ตาม” พลาตินี่ สามารถปั่นบอลให้โค้งหนีกำแพงและสามารถหนีมือผู้รักษาประตูได้อย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งการซ้อมก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษ ใช้เพียงแค่หุ่นตั้งเป็นแถวเหมือนกับที่คนอื่นทำกัน
พลาตินี่ เคยได้รับเลือกเป็นนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของยุโรป (บัลลงดอร์) ถึง 3 สมัยติดต่อกันด้วยในปี 1983,84 และ 85
พลาตินี่ แขวนสตั๊ดเมื่อปี 1987 โดยเล่นให้ยูเวนตุส เป็นทีมสุดท้าย…

Read More
ประวัตินักฟุตบอล ดไวท์ ยอร์ค เป็นดาวเตะที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุด

ประวัตินักฟุตบอล ดไวท์ ยอร์ค เป็นดาวเตะที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุด

ประวัตินักฟุตบอล ดไวท์ ยอร์ค ดาวเตะที่มีใบหน้าเปื้อนยิ้มอยู่ ซึ่งที่ตัดสินใจกลับมาใช้ชาติอีกครั้ง ในปี 2005

ประวัตินักฟุตบอล ดไวท์ ยอร์ค 

ประวัติของ ดไวท์ ยอร์ค

ศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นครั้งแรกของ ดไวท์ ยอร์ค เป็นดาวเตะที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดของ ตรินิแดด และ โตเบโก ที่ปัจจุบันค้าแข้งอยู่กับ ซิดนีย์ เอฟซี ในแดนจิงโจ้ แต่จะเป็นครั้งเดียวและครั้งสุดท้ายของเขาอีกด้วย ด้วยวัยที่ล่วงเลยมาถึง 32 ปี คงจะเป็นเรื่องยากที่เขาจะลุ้นกลับมาโชว์เพลงแข้งบนเวทีลูกหนังโลกอีกครั้งใน 4 ปีข้างหน้า

เพราะฉะนั้นศึกครั้งเดียวครั้งนี้ ยอร์ค เอง ก็คงไม่ยอมพาทีมตกรอบไปอย่างง่ายๆ กับการทิ้งทวนเส้นทางอาชีพค้าแข้งของเขาได้อย่างแน่นอน และจากที่มีดีกรีเคยเป็นถึง ทริปเปิ้ลแชมป์ สมัยที่ยังค้ายังแข้งอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ประสบการณ์และความสามารถของเขา จะมีส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางของ ตรินิแดดฯ กับการลุยศึกเวิลด์ คัพ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศอย่างไม่ต้องสงสัย

อดีตหัวหอกแอสตัน วิลล่า ที่มีความสามารถ, การอ่านเกม และ ทัศนคติที่ดี แถมยังทำงานหนักในสนาม และสามารถสร้างโอกาส หรือ เข้าทำประตู ที่เกือบจะเรียกว่าได้ดั่งใจเลยทีเดียว การันตีได้ด้วยสถิติเป็นนักเตะไม่ใช่สายเลือดอังกฤษคนแรกที่สามารถทำประตูในพรีเมียร์ลีกได้ถึง 100 ประตูในฤดูกาล 2000/01 แถมยังเคยคว้ารางวัลรองเท้าทองคำด้วยผลงาน 18 ประตูในฤดูกาล 1998/99 อีกด้วย

และแม้ว่าหลายคนจะมองว่านับตั้งแต่หันหลังให้ “ปีศาจแดง” บวกกับร่างกายที่โรยรามากขึ้นทุกวัน ยอร์ค จะดำดิ่งเข้าสู่ช่วงขาลงของเส้นทางนักเตะมาเป็นตลอด หลังจากต้องร่อนเร่พเนจรไปอยู่กับ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส และ เบอร์มิงแฮม ซิตี้ ก่อนที่จะมานลงเอยกับการค้าแข้งในออสเตรเลียอย่างในปัจจุบัน แต่ถึงยังไงยังนั้นแล้วอดีตดาวเตะเจ้าของค่าตัว 12.6 ล้านปอนด์ เชื่อได้ว่าตอนนี้เขาเป็นนักเตะที่ดีกว่าตอน วิลล่า ขายเขาให้ ยูไนเต็ด เสียอีก

เป็นดาวเตะที่มีใบหน้าเปื้อนยิ้มอยู่ตลอดจนเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งที่ตัดสินใจกลับมาใช้ชาติอีกครั้ง ในปี 2005 เมื่อพร้อมกับผันตัวเองมารับบทบาทในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางแทน จึงได้ไว้กล่าวว่า “ผมเล่นได้แน่นอน และ มั่นใจในความสามารถของตัวเองมากกว่าเดิมเยอะ ผมเล่นอย่างชาญฉลาดกว่าตอนที่ผมไปเล่นที่อังกฤษครั้งแรกเสียอีก ตอนนี้ผมเป็นนักเตะที่ดีกว่าตอนอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลายเท่าในด้านของประสบการณ์ เพราะผมก็รู้ว่าเมื่อไรควรจะเดินเกมเจาะแผงหลังคู่แข่ง ในเรื่องจิตใจของผมเฉียบขาดมากขึ้น ผมคิดได้เร็ว ส่วนด้านร่างกาย ตัวผมอยู่ในสภาพที่ดีมาก แต่ผมก็ไม่ได้วิ่งเร็วในสนามเหมือนอย่างที่ผมต้องการ แต่นั่นก็เป็นความจริงของอายุที่เกิดขึ้นกับทุกคน”…

Read More
ประวัตินักฟุตบอล จอร์แดน เฮนเดอร์สัน เป็นเรื่องช็อกหัวใจของทุกคน โดยเฉพาะพวกเราที่เป็นนักเตะ

ประวัตินักฟุตบอล จอร์แดน เฮนเดอร์สัน เป็นเรื่องช็อกหัวใจของทุกคน โดยเฉพาะพวกเราที่เป็นนักเตะ

ประวัตินักฟุตบอล จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ก็กลายเป็นตัวหลักของทัพ ”แมวดำ” ทันที โดยถูกส่งลงเล่นในเกม พรีเมียร์ลีก

ประวัตินักฟุตบอล จอร์แดน เฮนเดอร์สัน

ประวัติของ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน
ชื่อเต็ม : จอร์แดน ไบรอัน เฮนเดอร์สัน
วันเกิด : 17 มิถุนายน 1990 (อายุ 24 ปี)
เกิดที่ : ซันเดอร์แลนด์ , ประเทศอังกฤษ
สัญชาติ : อังกฤษ
ส่วนสูง : 187 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : กองกลาง
สโมสรปัจจุบัน : ลิเวอร์พูล

ประวัติส่วนตัว
ซันเดอร์แลนด์ 2008
เฮนเดอร์สัน เกิดในเมืองซันเดอร์แลนด์ ซึ่งที่อยู่ทางตะวันออกของอังกฤษ โดยเขาถูกจับเซ็นสัญญาเข้าถิ่น ”แมวดำ” ในเมื่อวันที่ 1 Juiy 2008 และได้ถูกส่งลงเล่นเกมแรกในลีกด้วยเพียงแค่วัย 18 ปี หลังจากนั้นถูกส่งลงไปเป็นตัวสำรองในช่วงครึ่งหลังในเกมที่บุกไปแพ้ เชลซี 0-5 เมื่อเดือน Novembey ปี 2008 เฮนเดอร์สัน ได้ส่งลงเล่นในบ้านเกมแรกโดยเป็น 11 ผู้เล่นตัวจริงอีกด้วยที่ได้พบกับ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ถ้วยลีกคัพ

โคเวนทรี 2009(ยืมตัว)
เมื่อเดือน January ปี 2009 เฮนเดอร์สัน ที่ต้องถูกส่งลงไปเล่นในลีก เดอะแชมเปี้ยนชิพ กับสโมสร โคเวนทรี เป็นระยะเวลาหลายเดือนด้วยสัญญายืมตัว ”เฮนโด้” ได้ลงเล่นให้กับโคเวนทรี เกมแรกในนัดที่แพ้ให้กับ ดาร์บี้ เค้าท์ตี้ ไป 2-1 เมื่อวันที่ 23 February 2009 แต่ถึงอย่างไรแล้วฟอร์มโดยรวมของ เฮนเดอร์สัน ถือว่าเป็นที่น่าพอใจกับทางด้านสโมสร โคเวนทรี และได้มีการเจรจาเพื่อขอยืดสัญญาในการยืมตัว เฮนเดอร์สัน ได้ออกไปอีกจนจบฤดูกาล ในตอนนั้น เฮนเดอร์สัน ตื่นเต้นอย่างมากที่จะได้ขยายสัญญาจนจบฤดูกาล แต่ในที่สุดแล้วเขาก็ได้ลงเล่นเพิ่มอีกแค่ไม่กี่นัดและก็สามารถกทำประตูได้ครั้งแรกให้กับ นอริช ซิตี้ เมื่อวันที่ 28 February 2009 หลังจากนั้น ”เฮนโด้” ก็ต้องถูกส่งกลับไปยังต้นสังกัดอย่าง ซันเดอร์แลนด์ เนื่องจากได้รับปัญหาอาการบาดเจ็บจนกระดูกฝ่าเท้าแตก เมื่อวันที่ 8 April ปี 2009

ซันเดอร์แลนด์ 2009 – 2011
เมื่อเขากลับมายัง ซันเดอร์แลนด์ อีกครั้ง ในฤดูกาล 2009-2010 เฮนเดอร์สัน ก็กลายเป็นตัวหลักของทัพ ”แมวดำ” ทันที โดยถูกส่งลงเล่นในเกม พรีเมียร์ลีก อย่างสม่ำเสมอ และสามารถทำประตูแรกได้ในสีเสื้อของ ซันเดอร์แลนด์ ในเกมที่พบกับ เบอร์บิงแฮม ในเกมลีกคัพรอบสาม หลังจากนั้นแล้วไม่นานเขาก็มาทำประตูแรกในพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จในเกมที่เจอกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เมื่อวันที่ 19 December 2009 ฤดูกาลแรกกับ ซันเดอร์แลนด์ นั้น ”เฮนโด้” ที่มักจะถูกจับไปเล่นเป็นปีกขวา เพราะเขาต้องหลีกทางให้กับกองกลางจอมโหดอย่าง ลี แคทเทอร์โมล์ หลังจากที่ทำผลงานได้อย่างน่าสุดประทับใจ ซันเดอร์แลนด์ ก็ต้องตัดสินใจมอบของขวัญให้ เฮนเดอร์สัน ด้วยเป็นการต่อสัญญากับเขาออกไปอีก 5 ปี เมื่อวันที่ 23 April ปี 2010 ซึ่งแน่นอนได้ว่าสัญญาของเขากับทัพ ”แมวดำ” ลากยาวไปถึงปี 2015 เลยทีเดียว แถมในฤดูกาลนี้ ”เฮนโด้” ยังไม่สามารถคว้ารางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำสโมสร ซันเดอร์แลนด์ มาครองได้อย่างสำเร็จอีกด้วย ถือว่าฤดูกาล 2009-2010 นี้ของ เฮนเดอร์สัน เป็นจุดเริ่มต้นที่สวยหรูเลยทีเดียวในชีวิตอาชีพการค้าแข้งของคนๆหนึ่งที่สามารถจะทำได้ขนาดนี้ ฤดูกาลแรกกับ ”แมวดำ” เฮนเดอร์สัน ยิงไปทั้งหมด 2 ประตู บวกกับอีก 6 แอสซิสต์…

Read More
ประวัติของ มาธิเยอ เดอบูชี่ เริ่มเล่นฟุตบอลกับทีมในบ้านเกิดอย่าง ยูเนี่ยน สปอร์ตทีฟ เฟรย์ติน

ประวัติของ มาธิเยอ เดอบูชี่ เริ่มเล่นฟุตบอลกับทีมในบ้านเกิดอย่าง ยูเนี่ยน สปอร์ตทีฟ เฟรย์ติน

ประวัติของ มาธิเยอ เดอบูชี่ เขาก็สามารถโชว์ฟอร์มได้เข้าตาเหล่าบรรดาสต๊าฟและกุนซือ ลีลล์ ในยุคนั้น

ประวัติของ มาธิเยอ เดอบูชี่

ประวัติส่วนตัว
มาธิเยอ เดอบูชี่ เริ่มเล่นฟุตบอลกับทีมในบ้านเกิดอย่าง ยูเนี่ยน สปอร์ตทีฟ เฟรย์ติน ได้เข้าร่วมสังกัดกับสโมสร ลีลล์ ในวัย 8 ขวบจากนั้นเขาก็เล่นในทีมเยาวชนของ ลีลล์ มาเข้าเรื่อยๆ โชว์ฟอร์มได้ น่าประทับใจ จนเข้าสู่ฤดูกาล 2003-2004 ช่วงพักเบรคฤดูหนาว เดอบูชี่ ถูกเรียกให้ลองมาลงซ้อมในทีมชุดใหญ่ได้เข้าตาเหล่าบรรดาสต๊าฟและกุนซือ ลีลล์ ในยุคนั้น จนได้รับเสื้อเบอร์ 33   ลีลล์ (2003 – 2013) ในทีมชุดใหญ่ ลีลล์ เดอบูชี่ ลงเล่นเกมแรกเมื่อในวันที่ 31 Janury 2004 ได้ลงเล่นในเกมที่พบกับ เมตซ์ และเขาก็สามารถพา ลีลล์ เอาชนะไปได้ในเกมนั้น 1-0 ฤดูกาลแรกในการเล่นในทีมชุดใหญ่กับ ลีลล์ เดอบูชี่ ได้รับโอกาสลงสนามไปทั้งหมด 5 นัด แบ่งเป็นได้ลงตัวจริง 2 นัด และสำรอง 3 นัด ได้เปลี่ยนมาสวมเสื้อหมายเลข 2 เพื่อให้ดูเหมาะกับการเป็นแบ็คขวาซะหน่อย เขาได้รับโอกาสลงสนามมากขึ้น โดยได้ลงไปทั้งหมด 19 นัด และสามารถทำได้ถึง 3 ประตู ลูกแรกที่เขาสามารถยิงประตูได้ในการเล่นให้กับ ลีลล์ เป็นการยิงใส่ทีมอย่าง บอร์กโดซ์ และมันก็เป็นประตูที่น่าจดจำมาก โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมมากโดยสามารถจบในอันดับ 2 ของศึกลีกเอิง ได้สำเร็จ ทำให้ได้ผ่านเข้าไปเล่นในรอบคัดเลือกของศึกยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีกฤดูกาล 2005-2006 การบาดเจ็บกลับมาได้เมื่อวันที่ 4 April และ ลีลล์ ก็มอบสัญญาฉบับใหม่ให้เขาลากยาวไปจนถึงปี 2010 เดอบูชี่ ได้เซ็นสัญญาฉบับใหม่อีกครั้งในเมื่อวันที่ 28 February 2011 ซึ่งคราวนี้ก็เซ็นกันไปทั้งหมด 4 ปี ฤดูกาลนี้ เดอบูชี่ สามารถช่วยให้ ลีลล์ ได้เข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศของศึก โคปา เดอ เฟรนข์ เขาลงสนามครบทั้ง 5 เกมเลยทีเดียว ในนัดชิง คู่แข่งของพวกเขาคือทีมที่แข็งแกร่ง อย่าง ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ซึ่ง เดอบูชี่ และ ทัพ โดยนัดตัดสินแชมป์ เป็นเกมที่ ลีลล์ ต้องโคจรมาพบกับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง อีกครั้ง และก็เป็น เดอบูชี่ ที่เปิดบอลจากด้านข้างมาให้ มูซซ่า โซว์ ยิงเข้าไปให้ลีลล์ ตีเสมอเป็น 2-2 เก็บ 1 คะแนน โดยนัดตัดสินแชมป์ เป็นเกมที่ ลีลล์ ต้องโคจรมาพบกับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง อีกครั้ง และก็เป็น เดอบูชี่ ที่เปิดบอลจากด้านข้างมาให้ มูซซ่า โซว์ ยิงเข้าไปให้ลีลล์ ตีเสมอเป็น 2-2 เก็บ 1 คะแนน ฤดูกาลนี้เหมือนเป็นการแจ้งเกิดของ เดอบูชี่ ให้ผู้คนทั่วโลกฤดูกาลต่อมา ในวันที่ 6 August 2011 เดอบูชี่ ออกสตาร์ทเกมแรกในลีกพาลีลล์พบกับ น็องซี่ เขาก็สามารถทำประตูได้ในนาทีที่ 47 ของเกม พาลีลล์ เขาก็สามารถทำประตูได้ในนาทีที่ 47 ของเกม พาลีลล์ เดอบูชี่ ก็คงปลาบปลื้มไม่น้อย เมื่อในที่สุด เขาก็ได้รางวัลตอบแทนจากการทำงานอย่างหนัก ทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของสมาคมฟุตบอลของฝรั่งเศส ตลอดระยะเวลาประมาน 10 ปี เดอบูชี่ ลงเล่นให้กับลีลล์ ไปทั้งหมด 233 นัด และยิงเข้าไปได้ทั้งหมด 16 ประตู…

Read More
ประวัตินักฟุตบอล เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ แฟนบอลอาร์เซน่อลหลายคนอาจไม่ค่อยมั่นใจนัก แต่เมื่อถึงชั่วโมงนี้แล้วก็คงจะไม่มีข้อสงสัยใดๆ

ประวัตินักฟุตบอล เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ แฟนบอลอาร์เซน่อลหลายคนอาจไม่ค่อยมั่นใจนัก แต่เมื่อถึงชั่วโมงนี้แล้วก็คงจะไม่มีข้อสงสัยใดๆ

ประวัตินักฟุตบอล เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ ในความยอดเยี่ยมของศูนย์หน้าร่างโย่งรายนี้อีก

ประวัตินักฟุตบอล เอ็มมานูเอล อเดบายอร์

ประวัติของ เอ็มมานูเอล อเดบายอร์
เมื่อครั้งที่ อาร์แซน เวนเกอร์ ตัดสินใจเซ็นสัญญากับ เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ แฟนบอลอาร์เซน่อลหลายคนอาจไม่ค่อยมั่นใจนัก แต่เมื่อถึงชั่วโมงนี้แล้วก็คงจะไม่มีข้อสงสัยใดๆ ในความยอดเยี่ยมของศูนย์หน้าร่างโย่งรายนี้อีก
หลังจากที่ทำไปได้ 4 ประตูในซีซั่นแรกกับ “ไอ้ปืนใหญ่” อเดบายอร์ ในฤดูกาล 2006/2007 ก็ซัดไป 12 ประตู จากการลงสนามทั้งสิ้น 44 นัด ซึ่งถือว่ายังน้อยอยู่ บายอร์เพิ่งมาออกแววเพชรฆาตในฤดูกาล 2007/08 ด้วยจำนวนประตู 30 ลูกจาก 48 นัด ซึ่งทำให้กองเชียร์อาร์เซน่อล พอจะคลายความคิดถึง เธียร์รี่ อองรี อดีตดาวยิงตัวเก่ง ที่ย้ายไปบาร์เซโลน่าในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาได้บ้าง

เส้นทางสู่ถนนลูกหนังของ อเบดายอร์ เริ่มต้นขึ้นในค่ายฝึกซ้อมที่เมืองโลเม่ ในประเทศโตโก และขณะเล่นอยู่ในระดับเยาวชนอายุไม่เกิน 15 ปี ฝีเท้าของเขาก็โดดเด่นจนไปเตะตาแมวมองของ เม็ตซ์ ทีมจากลีก เอิง เข้าอย่างจัง ก่อนจะถูกเรียกตัวไปทดสอบฝีเท้า และได้เซ็นสัญญากับสโมสรดังของฝรั่งเศส เมื่อปี 1999

ใช้เวลาอีก 2 ปีในทีมชุดยู-17 ปี อเดบายอร์ ก็ได้เลื่อนชั้นขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ ซึ่งเขาทำไป 2 ประตูจากการลงสนาม 9 นัดในฤดูกาลแรกในฐานะนักเตะอาชีพ อย่างไรก็ตาม ดาวรุ่งจากโตโก ก็ไม่สามารถช่วยต้นสังกัดให้รอดพ้นจากการตกชั้นได้ ทว่า ในฤดูกาล 2002-03 อเดบายอร์ ก็โชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรงด้วยการซัดไปถึง 17 ประตู จาก 35 เกม และทำให้หลายสโมสรในยุโรปให้ความสนใจ รวมถึงทีมดังอย่าง อาร์เซน่อล และ ยูเวนตุส ด้วย

กระนั้นก็ตาม ทีมที่คว้าตัวเขาไปกลับเป็นทีมในลีก เอิง อย่างโมนาโก ที่ซึ่งเขาช่วยทำ 7 ประตู ใน 17 นัด ให้ทีมทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก จากการทำ 2 ประตูใน 10 เกม

หลังจากที่ใช้ความพยายามอยู่นาน ในที่สุด อาร์เซน่อล ก็ได้เซ็นสัญญากับ อเดบายอร์ เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2006 แบบไม่เปิดเผยค่าตัว แต่สื่อคาดกันว่าน่าจะอยู่ที่ประมาณ 3 ล้านปอนด์ (ราว 210 ล้านบาท) เท่านั้น และได้สวมเสื้อหมายเลข 25 แทนที่ของ เอ็นวานโก้ คานู อดีตหัวหอกชาวไนจีเรีย ซึ่งเจ้าตัวเผยว่าเป็นนักเตะขวัญใจ

อเดบายอร์ ได้รับสมญานามว่า “เบบี้ คานู” และครั้งหนึ่ง เวนเกอร์ ก็เคยให้คำจำกัดความดาวเตะชาวโตโกตอนที่เซ็นสัญญาว่าเป็น “คานู ที่มีความเร็วบวกด้วย” ในขณะที่สื่อในเมืองผู้ดีกลับให้นิคเนมเขาว่าเป็น “นิว ดร็อกบา” เนื่องจากมีการครองบอลที่ยอดเยี่ยม, ร่างกายที่แข็งแกร่งและโดดเด่นในลูกกลางอากาศ

เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2006 กองหน้าผิวหมึก ก็ประเดิมสนามในพรีเมียร์ลีกให้กับ อาร์เซน่อล และใช้เวลาเพียง 21 นาที ก็สามารถพังประตูได้อย่างรวดเร็วและช่วยให้ทีมเอาชนะ เบอร์มิงแฮม 2-0 อย่างไรก็ตาม อเดบายอร์ ไม่มีสิทธิลงเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กับต้นสังกัดเนื่องจากติดคัพ-ไทจากการเล่นยูฟ่า คัพ กับ โมนาโก ในช่วงต้นซีซั่นมาแล้ว

ฤดูกาล 2006-07 อเดบายอร์ ได้พิสูจน์ตัวเองว่าเขาสามารถเป็นตัวแทนของ อองรี กัปตันทีมที่ได้รับบาดเจ็บได้ และเขาก็กลายเป็นขวัญใจสาวกเดอะ กันเนอร์ส เมื่อเป็นคนทำประตูชัย 1-0 ให้ทีมเอาชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นชัยชนะนัดแรกในฤดูกาลด้วย ก่อนจะจบซีซั่นนั้นด้วยการทำประตูรวมทุกรายการ 12 ลูก

ในส่วนของฤดูกาล 2008/09 ทีมอาร์เซนอลฟอร์มไม่ดีนัก หัวหอกร่างโย่ง ผลงานได้น้อยกว่าซีซั่นที่ผ่านมา ด้วยจำนวนรวม 16 ประตู จาก 37 นัด
ล่าสุด ก่อนเปิดฤดูกาล บายอร์ได้ย้ายไปร่วมสังกัดใหม่ แมนเชวเตอร์ ซิตี้แล้ว ด้วยค่าตัว 25 ล้านปอนด์ รับค่าเหนื่อย 170,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ สวมเสื้อเบอร์ 25 ซึ่งเป็นเบอร์เดิม

ด้าน ผลงานกับทีมชาติ อเดบายอร์ มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ช่วยให้ โตโก ผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลก 2006 รอบสุดท้าย ที่ประเทศเยอรมัน หลังซัดไปถึง 11 ประตูในรอบคัดเลือกโซนแอฟริกา จนทำให้มีชื่อเข้าชิงรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของกาฬทวีปด้วย และแม้ว่า โตโก จะต้องตกรอบแรกหลังพ่ายไป 3 นัดรวด แต่ อเดบายอร์ ก็ได้รับการยอมรับในฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยม แม้ว่าจะยิงประตูในรอบสุดท้ายไม่ได้เลยก็ตาม

ทว่า หลังจากนั้น อเดบายอร์ ก็ถูกสมาคมฟุตบอลโตโกหั่นทิ้งจากทีมชาติเนื่องจากมีปัญหาขัดแย้งกันเรื่องการจ่ายโบนัส อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวก็ถูกเรียกกลับมารับใช้ชาติอีกครั้งในช่วงเดือนก.ย. ที่ผ่านมา…

Read More
ประวัตินักฟุตบอล ลุค ชอว์ เป็นคนอังกฤษโดยกำเนิด เล่นตำแหน่งกองหลัง ให้กับทีมเซาท์แฮมปืตัน

ประวัตินักฟุตบอล ลุค ชอว์ เป็นคนอังกฤษโดยกำเนิด เล่นตำแหน่งกองหลัง ให้กับทีมเซาท์แฮมปืตัน

ประวัตินักฟุตบอล ลุค ชอว์ เมื่อแบ็กอนาคตไกลอายุครบ 16 ปี เจ้าตัวจึงมีโอกาสแจ้งเกิดในทีมชุดใหญ่

ประวัตินักฟุตบอล ลุค ชอว์

ลุค ชอว์ กองหลังของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับชีวิตการค้าแข้งของเขาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงภายใน 12 เดือนที่ผ่านมา

ชอว์ วัย 19 ปีติดทีมชาติอังกฤษชุดลุยศึกฟุตบอลโลกที่ประเทศบราซิล ก่อนที่เขาจะย้ายมาร่วมทัพ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยราคา 30 ล้านปอนด์

ชอว์ กล่าวผ่านสื่อของสโมสรว่า “ผมภาคภูมิใจมาก ผมโชคดีที่ได้ไปเล่นฟุตบอลโลกและอยู่กับสโมสรที่ยิ่งใหญ่ด้วยอายุเพียงเท่านี้ มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ”

“แต่ผมยังจะต้องพัฒนาไปให้มากกว่านี้อีก ผมแค่อยากแก้ไขจุดอ่อนของตัวเองเเละกลายเป็นผู้เล่นที่สมบูรณ์แบบ และแสดงให้ทุกคนเห็นว่าทำไมผมจึงคู่ควรกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด”

“ผมจากบ้านมาไกล และเป็นช่วงเวลาที่เหลือเชื่อซึ่งผมรักมันมาก ชีวิตที่ แมนเชสเตอร์ เป็นไปได้ด้วยดี ผมรู้สึกเหมือนว่าผมได้อยู่ที่บ้านของตัวเองเลยล่ะ”
ลุค ชอว์

ชื่อเต็ม : ลุค พอล โฮเร่ ชอว์
วันเกิด : 12 กรกฎาคม 1995 (18 ปี)
สถานที่เกิด : คิงส์ตัน อัพพอน แธมส์, อังกฤษ
ส่วนสูง : 1.85 ซม.
สโมสรปัจจุบัน : เซาท์แฮมป์ตัน
สโมสรเยวชน : เซาท์แฮมป์ตัน 2003-12
ลุค พอล โฮเร่ ชอว์ เกิดเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 1995 เป็นคนอังกฤษโดยกำเนิด เล่นตำแหน่งกองหลัง ให้กับทีมเซาท์แฮมปืตัน ในพรีเมียร์ลีก และพกดีกรีทีมชาติอังกฤษชุดต่ำกว่า 21 ปี นอกจากนี้ ชอว์ ยังเป็นเด็กปั้นใน “นักบุญ” อคาเดมี่มาตั้งแต่เด็ก โดยเจ้าหนูอนาคตไกล ประเดิมสนามเป็นตัวจริงให้กับเซาท์แฮมป์ตันชุดใหญ่ เมื่อเดือนมกราคม 2012

ชอว์ เกิดที่เมืองคิงส์ตัน อัพพอน แธมส์ เคยศึกษาอยู่ที่โรงเรียน ไรเด้นส์ เอนเตอร์ไพรส์ ซึ่งในวัยเด็ก ชอว์ เป็นแฟนตัวยงของเชลซี และวาดฝันจะเล่นให้กับทีมจากลอนดอนในอนาคต อย่างไรก็ตาม แบ็กวัยรุ่นเริ่มต้นค้าแข้งด้วยการชุบตัวกับอคาเดมี่ของเซาท์แฮมป์ตัน ตั้งแต่อายุ 8 ขวบ และก้าวกระโดดไปติดทีมยู-18 ทั้งทีมีอายุได้เพียง 15 ปี
จากนั้นพัฒนาการของชอว์ ก็พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับมีชื่ออยู่บนม้านั่งสำรองของทีมชุดใหญ่ ในเกมลีก คัพ ที่พบกับเปรสตัน เมื่อเดือนกันยายน 2011 ถึงแม้เกมดังกล่าว ปราการหลังหน้าอ่อนจะไม่ถูกส่งลงเล่นก็ตาม ในช่วงตลาดซื้อขายเดือนมกราคม 2012 มีข่าวลือหนาหูว่าสโมสรชั้นนำอย่าง อาร์เซน่อล, เชลซี และแมนฯ ซิตี้ ต่างให้ความสนใจในตัว ชอว์ พร้อมกับยื่นข้อเสนอเป็นเงินจำนวน 4 ล้านปอนด์ แต่เซาท์แฮมป์ตัน ในยุคผู้จัดการทีม ไนเจล แอ๊ดกิ้นส์ ก็ตอบปฏิเสธกลับไปทันควัน

เมื่อแบ็กอนาคตไกลอายุครบ 16 ปี เจ้าตัวจึงมีโอกาสแจ้งเกิดในทีมชุดใหญ่ คราวนี้เป็นศึกเอฟเอ คัพ รอบสาม ที่พบกับ มิลล์วอลล์ โดย ชอว์ ได้ลงสนามในบทบาทตัวสำรองแทน เจสัน พันเชี่ยน ในนาทีที่ 13 ซึ่งผลลงเอยด้วยการเสมอกันไป 1-1

ช่วงซัมเมอร์ปี 2012 มีข่าวหนาหูออกมาอีกครั้ง เรื่องการย้ายทีม เมื่อสองสโมสรจากลอนดอนอย่าง เชลซี กับ อาร์เซน่อล กลับมาให้ความสนใจกับแบ็กซ้ายรายนี้อีกครั้ง แต่เป็นอีกครั้งที่ “นักบุญ” เก็บของรักให้อยู่กับทีมต่อไป และเป็นซีซั่นที่ชอว์ ได้โอกาสลงสนามอย่างสม่ำเสมอ เริ่มจากการเล่นเป็นตัวจริงให้ทีมครบ 90 นาที ในเกมลีก คัพ ที่ชนะสตีฟเนจ 4-1 จากนั้นเจ้าตัวกลายเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรเซาท์แฮมป์ตัน ด้วยการลงสนามในเกมลีก พบกับสวอนซี ร่วม 74 นาที

เวลาล่วงเลยมาถึงช่วงหน้าหนาว ในเดือนมกราคม 2013 ซึ่งก็มีข่าวลือการย้ายทีมของ ชอว์ เข้ามาอีกระลอก คราวนี้มีอาร์เซน่อล เป็นตัวเต็ง เนื่องจากเป็นขาประจำในการดูดดาวรุ่งเซาท์แฮมป์ตัน อย่างเมื่อก่อน อาร์แซน เวนเกอร์ เคยดึงธีโอ วัลค็อตต์ กับอ็อกซ์เล็ด แชมเบอร์เลน ซึ่งเป็นเด็กเก่า “นักบุญ” มาร่วมทีมได้สำเร็จ ทว่าคำตอบยังเหมือนเดิมเมื่อ ทีมจากแดนใต้ ปฏิเสธข้อเสนอ 10 ล้านปอนด์ จาก “เดอะ กันเนอร์ส”…

Read More
ประวัตินักฟุตบอล มาเตโอ โควาซิช เขาเริ่มต้นฝึกซ้อมกับทีมชุดใหญ่หลังจากการเป็นเยาวชนให้กับทีมถึง 3 ปี

ประวัตินักฟุตบอล มาเตโอ โควาซิช เขาเริ่มต้นฝึกซ้อมกับทีมชุดใหญ่หลังจากการเป็นเยาวชนให้กับทีมถึง 3 ปี

ประวัตินักฟุตบอล มาเตโอ โควาซิช โดยรับบทบาทเป็น มิดฟิลด์ตัวกลางและเพลย์เมกเกอร์ตัวต่ำให้กับทีม

ประวัตินักฟุตบอล มาเตโอ โควาซิช

ชื่อเต็ม : มาเตโอ โควาซิช
วันเกิด : 6 พฤษภาคม 1994
เกิดที่ : ลินซ์, ออสเตรีย
สัญชาติ : โครเอเชีย
ส่วนสูง : 181 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : กองกลาง

ประวัติส่วนตัว
มาเตโอ โควาซิช (เกิด 6 พฤษภาคม 1994) นักเตะจากสโมสร อินเตอร์ มิลาน ในศึก กัลโช่ เซเรีย อา และทีมชาติ โครเอเชีย โดยรับบทบาทเป็น มิดฟิลด์ตัวกลางและเพลย์เมกเกอร์ตัวต่ำให้กับทีม “งูใหญ่” นอกจากนี้ยังสามารถเล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวรุกได้ด้วยเช่นกัน

เส้นทางในอาชีพการค้าแข้ง
เส้นทางอาชีพในระดับเยาวชน (2000-2010)
โควาซิช เกิดที่เมือง ลินซ์ ในประเทศ ออสเตรีย จากครอบครัวชาวเซอร์เบียที่อพยพ และต่อมาไม่นานเขาก็เข้าร่วมกับ เอลเอเอสเค ลินซ์ อคาเดมี่ท้องถิ่น โดยในปี 2007 ด้วยวัยเพียง 13 ปีแต่ด้วยฝีเท้าและพรสวรรค์ ทำให้เป็นที่สนใจของสโมสรยักษ์ใหญ่ในยุโรป ไม่ว่าจะเป็น อาแจ็กซ์, อินเตอร์ มิลาน, ยูเวนตุส และ บาเยิร์น มิวนิค แต่สุดท้ายแล้วเขากลับเลือกไปเล่นให้ ดินาโม ซาเกร็บ ตามคำแนะนำของครอบครัว
ดินาโม ซาเกร็บ (2010-2013)
เขาเริ่มต้นฝึกซ้อมกับทีมชุดใหญ่หลังจากการเป็นเยาวชนให้กับทีมถึง 3 ปี

ภายใต้การทำทีมของ วาฮิด ฮาลิฮ็อดซิช ซึ่ง 4 เดือนต่อมา ในวันที่ 6 ตุลาคม 2010 เขาก็ได้รับการบรรจุชื่อให้เป็นนักเตะชุดใหญ่ในที่สุด และได้รับโอกาสลงสนามในฤดูกาล 2010-11 เป็นเกมแรกให้กับต้นสังกัดเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ซึ่งเขาสามารถทำประตูที่สี่ให้ทีมในเกมที่เอาชนะคู่แข่งไปได้ 6-0 และนั่นทำให้เขาเป็นนักฟุตบอลที่อายุน้อยที่สุดที่สามารถทำประตูในลีกสูงสุดได้ ในวัยเพียงแค่ 16 ปีกับอีก 198 วันเท่านั้น แม้ว่าเขาจะลงสนามเพียงแค่ 7 นัดในฤดูกาลแรก แต่เขาก็มีส่วนในทีมที่คว้าแชมป์ลีกได้สำเร็จ ในฤดูกาล 2011-2012 เขาก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่อย่างเป็นทางการ และได้รับบทบาทให้เล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ฝั่งซ้ายในระบบ 4-2-3-1 โดยในซีซั่นแรก เขาช่วยให้ทีมผ่านเข้าสู่รอบแบ่งกลุ่มศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปีและในวัยเพียงแค่ 17 ปี เขาได้รับโอกาสให้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงในเกมที่พบกับ เรอัล มาดริด ในรอบแบ่งกลุ่ม ซึ่งเขาสามารถยิงประตูสำหรับรอบนี้ได้ในเกมสุดท้ายที่พบกับ โอลิมปิก ลียง และทำให้เขากลายเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดอันดับสองที่ยิงประตูได้ในรายการนี้ สำหรับผลงานในลีก เขาออกสตาร์ทเป็นตัวจริงทั้งสิ้น 25 เกมและยิงไปได้ 5 ประตู นอกจากนี้ในเกมที่พบกับ เอ็นเค ลุซโก้ เขากลายเป็นกัปตันทีมที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร โดยได้รับปลอกแขนต่อจาก เลอันโดร คูเฟร่ ซึ่งจบฤดูกาลนั้นด้วยผลงานอันยอดเยี่่ยมลงสนามทั้งหมด 32 นัดรวมทุกรายการในประเทศและช่วยให้ทีมรักษาแชมป์สมัยที่เจ็ดติดต่อกันในลีกได้สำเร็จ นอกจากนี้ยังยิงประตูในเกมรอบชิงชนะเลิศ โครเอเชี่ยน คัพ พบกับ เอ็นเค โอซิเย็ค ได้อีกด้วย เท่านั้นยังไม่พอในวันที่ 11 ธันวาคม โควาซิช ได้รับเลือกให้เป็น “นักเตะดาวรุ่งโครเอเชียแห่งปี”  หลังจากจบตลาดซื้อ-ขายในช่วงหน้าหนาว มีข่าวใหญ่เมื่อทางสโมสร ดินาโม ซาเกร็บ ประกาศขาย โควาซิช ให้กับทีม อินเตอร์ มิลาน โดยเขาลงสนามให้กับยอดทีมจากแดนตราหมากรุกทั้งหมด 73 เกมอย่างเป็นทางการ รวมไปถึง 12 เกมในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และพาทีมเป็นแชมป์ลีกสูงสุดสองสมัย อินเตอร์ มิลาน (2013-ปัจจุบัน)
เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2013 โควาซิช ตกลงย้ายไปร่วมทัพ อินเตอร์ มิลาน

ด้วยค่าตัวทั้งสิ้น 15 ล้านยูโร (ประมาณ 567 ล้านบาท) และได้สวมเสื้อหมายเลข 10 แทนที่ของ เวสลี่ย์ ชไนจ์เดอร์ ที่ย้ายออกจากทีมไปก่อนหน้านั้น โควาซิช ได้รับโอกาสลงสนามอย่างรวดเร็วหลังจากย้ายทีมมาแค่ 3 วันเท่านั้นในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ในเกมเยือน เซียน่า ต่อมาในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เขาลงสนามเปิดตัวต่อแฟน ๆ ที่สนาม ซาน ซิโร่ ในศึก ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก พบกับ ซีเอฟอาร์ คลูช โดยเขาทำผลงานจบฤดูกาล 2012-2013 ไปได้อย่างยอดเยี่ยมกับต้นสังกัดใหม่แม้ว่าทีมจะจบถึงอันดับที่ 9 ก็ตาม ซึ่งเขาลงสนามในทุกรายการ 18 นัดและทำได้ 2 แอสซิสสำหรับฤดูกาล 2013-2014 เขาเริ่มต้นไม่ดีนักเนื่องจากปัญหาอาการบาดเจ็บเรื้อรังในช่วงปรี-ซีซั่น แต่หลังจากนั้นเขาก็สลัดอาการเดี้ยงกลับมาลงสนามได้อีกครั้งในบทบาทใหม่ ด้วยการไปเล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวรุกเช่นเดียวกับ มาเร็ค ฮัมซิค ที่เล่นให้กับ นาโปลี ซึ่งเขาก็ทำหน้าที่ในบทบาทนี้ได้ดี แต่น่าเสียดายที่ วอลเตอร์ มาซซาร์รี่ กุนซือคนใหม่ไม่ค่อยให้โอกาสเขาลงเล่นเป็นตัวจริงสักเท่าไหร่ โดยตลอด 32 เกมลีกที่ลงเตะ มีถึง 14 เกมที่ไม่ได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงในเดือน กันยายน 2014 เขาได้รับการต่อสัญญาเพิ่มไปอีกจนถึงปี 2019 และออกสตาร์ทฤดูกาล 2014-2015 ด้วยฟอร์มอันร้อนแรง ซัดแฮตทริกในเกม ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก รอบเพลย์-อ็อฟ เลกที่สองพบกับ เซ้นต์ ยาร์นาน ในวันที่ 28 สิงหาคม ซึ่งต่อมาอีกสองสัปดาห์ให้หลัง เขาสามารถทำประตูแรกในลีกให้กับทีมได้สำเร็จ ด้วยการซัด 2 ประตูช่วยให้ทีมถล่มเอาชนะ ซัสซัวโล่ ไปทั้งสิ้น 7-0 เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2014…

Read More
ประวัตินักฟุตบอล โทนี่ โครส  เขาเริ่มเล่นฟุตบอลกับทีม ไกรฟวาลด์ เอสซี ในรุ่นเยาวชนตั้งแต่ฤดูกาล 1997-2002

ประวัตินักฟุตบอล โทนี่ โครส เขาเริ่มเล่นฟุตบอลกับทีม ไกรฟวาลด์ เอสซี ในรุ่นเยาวชนตั้งแต่ฤดูกาล 1997-2002

ประวัตินักฟุตบอล โทนี่ โครส เขาได้ลงเล่นเกมแรกในเวทีบุนเดสลีก้า วันที่ 26 กันยายน 2007

ประวัตินักฟุตบอล โทนี่ โครส

โทนี่ โครส กองกลางพรสวรรค์สูงชาวเยอรมันของ เรอัล มาดริด จ่าฝูง ลา ลีกา สเปน ออกมายอมรับว่า เขาดีใจที่ตัดสินใจถูกต้อง ที่เลือกย้ายมาอยู่กับ เรอัล มาดริด แทนที่จะย้ายไป แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปีศาจแดงแห่งอังกฤษ หลังเคยต้องคิดอย่างนักว่าจะเลือกย้ายไปทีมไหน เมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา
“ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด เล่นได้สมราคายอดทีมระดับโลก เอาชนะ ซาน ลอเรนโซ่ ยอดทีมแชมป์ทวีปซึ่งเป็นตัวแทนจากอเมริกาใต้ ไปด้วยสกอร์ 2-0 คว้าแชมป์ไปครองได้สำเร็จ ในนัดชิงชนะเลิศ ฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก ณ ประเทศโมร็อกโก เมื่อคืนวันที่ 20 ธันวาคมที่ผ่านมา
ครส กล่าวว่า “ผมมีความสุขดีที่ได้แชมป์สโมสรโลกเป็นครั้งที่ 2 ถ้วยรางวัลนี้คู่ควรกับ เรอัล มาดริด พวกเราคือคือครอบครัวที่ยอดเยี่ยม”
“ผมตัดสินใจเลือก เรอัล มาดริด และตอนนี้ผมมีความสุขมาก ผมคิดถูกที่ย้ายมา มาดริด ก่อนที่ผมจะมาที่นี่ ผมไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ผมก็ตัดสินใจที่จะมาร่วมทีม”

ประวัติของ โทนี่ โครส
ชื่อเต็ม : โทนี่ โครส
วันเกิด : 4 ม.ค. 1990 (อายุ 24)
เกิดที่ : ไกรฟวาลด์,เยอรมันนี
สัญชาติ : เยอรมัน
ส่วนสูง : 182 ซม.
ตำแหน่ง : กองกลาง
สโมสรปัจจุบัน บาเยิร์น มิวนิค
ประวัติส่วนตัว
โครส เกิดในเมืองไกรฟวาลด์ ตอนเด็กๆเขาไม่ค่อยสนใจในเรื่องการเรียนสักเท่าไหร่และบ่อยครั้งที่เขามักจะไม่เข้าห้องเรียนเพื่อเอาเวลาไปเล่นฟุตบอลแทน โครส ขาดเรียนถึง 40 วันในการเรียน 1 ปี แต่ถึงอย่างไรก็ยังโชคดีที่เขาเรียนจบมาได้

เขาเริ่มเล่นฟุตบอลกับทีม ไกรฟวาลด์ เอสซี ในรุ่นเยาวชนตั้งแต่ฤดูกาล 1997-2002 และหลังจากนั้นไม่นานก็ถูกดึงตัวไปเล่นให้กับทีม เยาวชนของฮันซ่า รอสต๊อค โดยเขาใช้เวลาอยู่กับ ฮันซ่า ประมาณ 4 ปี ในช่วง 2002-2006 ก่อนในช่วงท้ายฤดูกาล บาเยิร์น มิวนิค จะได้เข้ามาเห็นฟอร์มเขาและดึงตัวไปเล่นให้กับทีมเยาวชนในปี 2006
ฤดูกาล 2007-2008 ในวัย 17 ปี โครสได้ขึ้นมาติดอยู่ในทีมชุดใหญ่ของ บาเยิร์น มิวนิค เขาได้ลงเล่นเกมแรกในเวทีบุนเดสลีก้า วันที่ 26 กันยายน 2007 โดยลงมาเป็นตัวสำรองในขณะที่เหลือเวลาอีก 18 นาทีสุดท้าย เกมนั้น บาเยิร์น ถล่มเอาชนะ เอเนอร์กี้ ค็อตบุส ไปได้ 5-0 ซึ่ง โครส สามารถทำได้ 2 แอสซิสต์ในเกมนี้ ตอนนั้น โครส กลายเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดที่ลงเล่นให้ทีม ”เสือใต้” ด้วยวัยเพียง 17 ปี แต่สถิตินี้ก็โดนทำลายไปแล้วโดย ดาวิด อลาบา ในปี 2010
โครส ยิงประตูแรกในสีเสื้อ บาเยิร์น มิวนิค ในวันที่ 25 ตุลาคม 2007 โดยยิงได้ในเกม ยูฟ่า คัพ ที่พบกับทีม เรดสตาร์ เบลเกรด โดยเขาถูกส่งลงไปในนาทีที่ 81 และสามารถทำประตูได้ทันที เขาออกสตาร์ทเป็นตัวจริงเกมแรกกับทีม ”เสือใต้” ในเกมที่ชนะ สตุทการ์ท ไป 3-1 จนเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2009 โทนี่ โครส ถูกส่งไปให้กับทางด้านสโมสร ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ยืมตัวด้วยสัญญา 18 เดือน เพื่อเป็นการเก็บประสบการณ์ต่อไป
เลเวอร์คูเซ่น (ยืมตัว)
ฤดูกาล 2008-2009
29 กุมภาพันธ์ 2009 โครส ลงเล่นเกมแรกให้กับเลเวอร์คูเซ่น โดยถูกส่งลงมาเป็นตัวสำรองในเกมที่พบกับ ฮันโนเวอร์ และหลังจากนั้น 12 เมษายน เขาได้ลงเป็นตัวจริงเกมแรกในเกมบุนเดสลีก้าที่พบกับ เบรเมน โดยเกมนี้เขาทำได้ 1 แอสซิสต์ และเขาสามารถทำประตูแรกได้ในสีเสื้อของ ”ห้างขายยา” ในวันที่ 18 เมษายน ในเกมกับ โวลฟบวร์ก ฤดูกาลนี้ โครส พาเลเวอร์คูเซ่น ไปได้ไกลถึงนัดชิงชนะเลิศในศึก เดเอฟเบ โพคาล แต่ก็ทำได้เพียงแค่รองแชมป์ เขาลงเล่นไปทั้งหมดในฤดูกาลนี้ 13 นัด และยิงไป 1 ประตู
ฤดูกาล 2009-2010
ฤดูกาลนี้ โทนี่ โครส ได้ลงเล่นมากขึ้นและฟอร์มของเขาก็ดีขึ้นตามไปด้วยโดยฤดูกาลนี้ โครส สามารถคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือน ธันวาคม มาครองได้ด้วย ฤดูกาลนี้เขาลงเล่นไปทั้งหมด 33 นัด ยิงไป 9 ประตู และ 12 แอสซิสต์…

Read More
ประวัตินักฟุตบอล มาริโอ บาโลเตลลี่  ผู้ช่วยผู้จัดการสโมสร ลิเวอร์พูล ออกมากล่าวชื่นชม

ประวัตินักฟุตบอล มาริโอ บาโลเตลลี่ ผู้ช่วยผู้จัดการสโมสร ลิเวอร์พูล ออกมากล่าวชื่นชม

ประวัตินักฟุตบอล มาริโอ บาโลเตลลี่ เป็นหัวหอกจอมเกรียนประจำทีมว่าพยายามอย่างหนักในช่วงฝึกซ้อม

ประวัตินักฟุตบอล มาริโอ บาโลเตลลี่

โคลิน ปาสโค ผู้ช่วยผู้จัดการสโมสร ลิเวอร์พูล ออกมากล่าวชื่นชม มาริโอ บาโลเตลลี่ หัวหอกจอมเกรียนประจำทีมว่าพยายามอย่างหนักในช่วงฝึกซ้อม จนสามารถยิงประตูชัยในเกมเอาชนะ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ 3-2 ได้ ทัพ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล

สามารถยัดเยียดความปราชัยให้ “ไก่เดือยทอง” ได้สำเร็จในช่วงท้ายเกมนาทีที่ 83 จากการทำประตูชัยของ มาริโอ บาโลเตลลี่ ที่ได้รับโอกาสลงสนามเป็นตัวสำรองในเกมนี้ มือขวาของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ออกมาให้สัมภาษณ์แทนกุนซือของทีมว่า “มาริโอ บาโลเตลลี่ ฝึกซ้อมอย่างหนักในช่วงไม่กี่สัปดาห์มานี้ ที่ผ่านมาเขามีอาการป่วย มันจึงเป็นเรื่องเยี่ยมที่เขาทำประตูชัยได้” “เขามีความสุขอย่างมากที่พาทีมคว้าชัยในรังแอนฟิลด์ ผมมั่นใจว่าเขาจะรู้สึกอย่างนั้น ตอนนี้เขาจะรับรู้ได้ว่าเขามีส่วนร่วมในการเล่นขอมทีมแน่นอน เราจำเป็นต้องชนะในเกมนี้เพื่อขยับเข้าใกล้พื้นที่ท็อปโฟร์ เราคิดไว้เสมอว่าเกมกับ เซาธ์แฮมป์ตัน เราจะคว้าสามแต้มเพื่อลดช่องว่าง”

ประวัติของ มาริโอ บาโลเตลลี่
ชื่อเต็ม : มาริโอ บาวูห์ บาโลเตลลี่
วันเกิด : 12 สิงหาคม 1990 (อายุ 24 ปี)
เกิดที่ : ปาแลร์โม่ , ประเทศอิตาลี
สัญชาติ : อิตาลี
ส่วนสูง : 189 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : ศูนย์หน้า
สโมสรปัจจุบัน : เอซี มิลาน

ประวัติส่วนตัว ชีวิตในวัยเด็ก
มาริโอ บาโลเตลลี่ เกิดที่เมือง ปาแลร์โม่, เกาะ ซิซิลี โดยย้ายถิ่นฐานมาจาก กานา พร้อมกับครอบครัว ตั้งแต่อายุได้ 2 ขวบ ปี 1993 ในวัย 3 ขวบเขาต้องกลายมาเป็นบุตรบุญธรรมของครอบครัวชาวอิตาลี โดยอาศัยอยู่ในเมือง คอนเซซิโอ, เบรสชา ทางตอนเหนือของอิตาลี พร้อมต่อท้ายนามสกุลตัวเองเป็นบาโลเตลลี่

ประวัติการค้าแข้ง ลูเมซซาเน่
บาโลเตลลี่เริ่มต้นอาชีพนักฟุตบอลกับ ลูเมซซาเน่ จนอายุ 15 ปี ก็ได้เลื่อนขั้นติดทีมชุดใหญ่ โดยประเดิมนัดแรกพบกับ ปาโดว่า ในศึกเซเรีย ซี เมือ่วันที่ 2 เมษายน 2006

แมนเชสเตอร์ ซิตี้
2010-11 วันที่ 12 สิงหาคม 2010 บาโลเตลลี่ตัดสินใจย้ายไปร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยค่าตัว 21.8 ล้านปอนด์ โดยเป็นการร่วมงานกันอีกครั้งกับเจ้านายเก่า โรแบร์โต้ มันชินี่ โดยเลือกสวมเบอร์ 45 ที่ขอมาจาก เกร็ก คันนิ่งแฮม
วันที่ 19 สิงหาคม 2010 บาโลตลลี่ ลงประเดิมให้ทีม ในเกมบุกไปเยือนชนะ โปเลคติก้า ทิมิโซร่า 1-0 ในยูโรป้า ลีก จากนั้นวันที่ 24 ตุลาคม 2010 ก็เปิดซิงให้ทีมในเกมลีกทีแพ้อาร์เซน่อลไป 3-0 ต่อมาวันที่ 30 ตุลาคม เข้าทำให้ทีมได้ 1 ประตู ในเกมเฉือนชนะ วูลฟ์แฮมป์ตัน ไป 2-1
วันที่ 21 ธันวาคม 2010 เขาได้รับรางวัล โกลเด้น บอย ซึ่งได้รับถัดจาก ลิโอเนล เมสซี่ ในปีก่อน โดยไม่วายแขวะว่า เขาไม่รู้จัก แจ็ค วิลเชียร์ ของอาร์เซน่อล แต่อย่างใด
วันที่ 28 ธันวาคม 2010 เขาทำแฮตทริกครั้งแรกให้ทีม ในเกมถล่ม แอสตัน วิลล่า 4-0
วันที่ 14 พฤษภาคม 2011 เขากลายเป็นแมนออฟเดอะแมตช์ในนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ ที่ชนะ สโต๊ค ซิตี้ ไป 1-0 เป็นโทรฟี่แรกของสโมสรในรอบ 35 ปี

2011-12
เขาประเดิมลูกแรกของฤดูกาล 2011-12 ในนัดที่ชนะ เบอร์มิงแฮม ซิตี้ ไป 2-0 ในถ้วยลีกคัพ
วันที่ 23 ตุลาคม 2011 เขากดสองลูก ในเกมถล่ม แมน ยูไนเต็ด คาสนามโอลด์แทรฟฟอร์ด 6-1 จากนั้นได้ประเดิมเกมถ้วยยุโรปครั้งแรก ที่พบกับบียาร์รีล โดยซัดจุดโทษไป 1 ลูก ต่อมาเขาถูกเอฟเอ แบนห้ามลงสนามไป 4 เกม หลังจากตั้งใจเตะใส่ สก็อต พาร์กเกอร์ ในเกมพบ สเปอร์ส  อย่างไรก็ตาม เขาถูกวิพากษ์อย่างหนัก ในจังหวะแย่งกันยิงฟรีคิกกับ อเล็กซานเดร์ โคลารอฟ จนมีปากเสียงกัน
วันที่ 8 เมษายน 2012 บาโลเตลลี่ ถูกแบนไปอีก 3 เกม หลังจากรับใบเหลืองไปอีก จากจังหวะไปปะทะกับ บาการี่ ซานญ่า ในเกมแพ้ อาร์เซน่อล 1-0 จนมันชินี่ ต้องออกมาประกาศว่า จะให้โอกาสบาโลเตลลี่ เป็นครั้งสุดท้าย และพร้อมจะขายทิ้งหากมีปัญหาอีก ที่สุดแล้ว เขาจบซีซั่นนี้ด้วยการพาทีมคว้าแชมป์ พรีเมียร์ ลีก นับตั้งแต่หนสุดท้ายเมื่อปี 1968

2012-13
ในเดือน ธันวาคม 2012 เขามีปัญหาอีกครั้งจนถูกลงโทษปรับเงินค่าแรง 2 สัปดาห์ ในเรื่องความประพฤติ จนพลาดการเล่นไปอีก 11 เกม เพราะโทษแบน

มิลาน
วันที่ 29 มกราคม 2013 เอซีมิลาน ประกาสคว้าตัวเขามาร่วมทีม ด้วยสัญญา 5 ปี มูลค่า 20 ล้านปอนด์ โดย มันชินี่ บอกว่า นี่คือเรื่องที่ถูกต้องที่เขาย้ายไป และสักวันเขาจะกลายเป็นนักเตะที่ดีสุดในโลก โดย บาโลเตลลี่ ยังเลือกสวมเบอร์ 45 ตามเดิม 2012-12
วันที 3 มีนาคม 2013 บาโลเตลลี่ ประเดิมเหมาสองประตูให้ มิลาน ในเกมชนะ อูดิเนเซ่ 2-1 ต่อมาเขากดเบิ้ลได้อีก ในเกมเจอ ปาร์ม่า ซีซั่นนี้เขาโชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจมาก จบซีซั่นซัดไป 12 ลูก จาก 13 เกม และพาทีมคว้าโควต้ายูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ด้วย

2013-14
วันที่ 22 กันยายน 2013 เขาพลาดการทำจุดโทษเป็นครั้งแรก จากทั้งหมด 22 หน โดยถูกเซฟจาก เปเป เรน่า ในเกมแพ้ นาโปลี 2-1
โดยเกมที่ฮือฮาของเขาคือ เกมที่เสมอ ลิวอร์โน่ 2-2 เขายิงฟรีคิกจากระยะ 30 หลา ด้วยความแรง 109 กิโลเมตรต่อชั่วโมง…

Read More