หมวดหมู่: นักฟุตบอล

นักฟุตบอล แคสเปอร์ ดอลเบิร์ก กลายเป็นหนึ่งในกองหน้าดาวรุ่งที่น่าจับตามองคนหนึ่งในยุโรป

นักฟุตบอล แคสเปอร์ ดอลเบิร์ก กลายเป็นหนึ่งในกองหน้าดาวรุ่งที่น่าจับตามองคนหนึ่งในยุโรป

นักฟุตบอล แคสเปอร์ ดอลเบิร์ก  ซึ่งเขาทำผลงานได้ยอดเยี่ยมกับ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ด้วยการเป็นกำลังสำคัญพาทีมคว้ารองแชมป์ลีก

นักฟุตบอล แคสเปอร์ ดอลเบิร์ก

ชื่อเต็ม : แคสเปอร์ ดอลเบิร์ก
วันเกิด : 6 ตุลาคม 1997
เกิดที่ : ซิลเคบอร์ก , ประเทศ เดนมาร์ก
สัญชาติ : เดนมาร์ก
ส่วนสูง : 187 เซ็นติเมตร
ตำแหน่ง : ศูนย์หน้า

ประวัติส่วนตัว
แคสเปอร์ ดอลเบิร์ก กองหน้าวัย 19 ปี เกิดที่ประเทศเดนมาร์ก เขาลงเล่นให้กับสโมสรบ้านเกิดอย่าง ซิลเคบอร์ก ในศึก เดนมาร์ก ซูเปอร์ลีก้า ไปเพียงแค่ 3 นัด เนื่องจาก ดอลเบิร์ก ถูกจับตามองโดย จอห์น สตีน โอลเซ่น แมวมองผู้โด่งดังของ อาแจ็กซ์ ผู้เป็นคนที่เห็นแววนักเตะดังอย่าง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช และ คริสเตียน อีริคเซ่น แล้วดึงไปสู่ทีม เป็นนักฟุตบอลอาชีพชาวเดนมาร์กที่เล่นในตำแหน่งศูนย์หน้า ของสโมสร อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ยักษ์ใหญ่แห่งศึกพรีเมียร์ดัตช์ และทีมชาติเดนมาร์ก ขึ้นทีมชุดใหญ่ในเดือน May ปี 2015 ก่อนย้ายมาร่วมทัพ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัมในเดือน July ปีเดียวกัน และเปิดตัวครั้งแรกกับยักษ์ใหญ่แดนกังหันลมในเดือนJuly ปี 2016 เจ้าตัวติดทีมชาติเดนมาร์ก ไล่ตั้งแต่ ยู-16, ยู-17, ยู- 21 และล่าสุดติดทีมชาติชุดใหญ่เรียบร้อยแล้วในเดือน November ปี 2016

และแน่นอนว่าผลงานแจ่มแจ้งขนาดนี้ ดอลเบิร์ก จึงถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนักเตะดาวรุ่งแห่งปีของสโมสร แถมยังคว้ารางวัลนักเตะดาวรุ่งแห่งปีของลีกสูงสุด “แดนกังหันลม” ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งรางวัลดังกล่าวนักเตะชั้นนำอย่าง คริสเตียน อีริคเซ่น, เดนนิส เบิร์กแคมป์, มาร์ค โอเวอร์มาร์ส, โรบิน ฟาน เพอร์ซี่, อาร์เยน ร็อบเบน และ เมมฟิส เดปาย เคยคว้ามาแล้วทั้งนั้น แน่นอนว่าราคานี้อาจจะแพงไปสำหรับนักเตะวัยแค่ 19 ปี แต่เรื่องแค่นี้อาจจะไม่ทำให้ขนหน้าแข้งของตัวเต็งอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด หลุดได้ เพราะพวกเขาก็เคยทุ่มเงินซื้อ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาลซึ่งอายุเท่ากันกับ ดอลเบิร์ก ตอนนี้ด้วยค่าตัว 36 ล้านปอนด์มาแล้ว ซึ่งทีมอื่น ๆ ที่ตกเป็นข่าวด้วยอย่าง แมนฯ ซิตี้, เอฟเวอร์ตัน และ ลิเวอร์พูล ก็พร้อมจะทุ่มเงินเพื่อแย่งตัว แคสเปอร์ ดอลเบิร์ก ไปร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์นี้เช่นกัน ว่ากันง่าย ๆ คือ เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา…

Read More
ประวัตินักฟุตบอล ซลาตัน อิบราฮิโมวิช  เขาสามารถคว้าแชมป์ลีกสูงสุดภายในประเทศกับทุกสโมสรที่ลงเล่นได้สำเร็จ

ประวัตินักฟุตบอล ซลาตัน อิบราฮิโมวิช เขาสามารถคว้าแชมป์ลีกสูงสุดภายในประเทศกับทุกสโมสรที่ลงเล่นได้สำเร็จ

ประวัตินักฟุตบอล ซลาตัน อิบราฮิโมวิช  สามารถยึดตำแหน่งตัวจริงได้สำเร็จเสียด้วย เรียกว่าเป็นกองหน้าเบอร์ 1 ที่กุนซือขาดไม่ได้  

ประวัตินักฟุตบอล ซลาตัน อิบราฮิโมวิช

ชื่อ : ซลาตัน อิบราฮิโมวิช
เชื้อชาติ : สวีเดน
วันเกิด : 3 ตุลาคม 1981
อายุ : 35 ปี
สถานที่เกิด : เมืองมัลโม่ ประเทศสวีเดน
ส่วนสูง : 195 ซม.
ต้นสังกัด : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
ตำแหน่ง : กองหน้า

ซลาตัน อิบราฮิโมวิช เกิดเมื่อวันที่ 3 Octcber 1981 เขาได้เติบโตในย่านใกล้กับเมือง มัลโม่ นั่นคือ โรเซนการ์ด ซึ่งส่วนใหญ่จะที่อยู่อาศัยของผู้อพยพ ซี่งพ่อแม่ของเขาได้เป็นชาวบอสเนียที่อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศสวีเดน เมื่อเขาอายุ 10 ขวบได้เริ่มเลนฟุตบอล ในสมัยเป็นเยาวชนเคยเล่นอยู่กับ เอฟบีเค บัลคาน ก่อนจะมาเซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพกับสโมสรดังของบ้านเกิด มัลโม่ เอฟเอฟ ในฤดูกาล 1999-2000 โดยในช่วงนั้น อาร์แซน เวนเกอร์ กุนซือชาวฝรั่งเศส ได้ประทับใจฝีเท้าของเขาอย่างมาก จึงได้มีการชักชวนมาอยู่กับ อาร์เซนอล แต่ทว่าต้นสังกัดก็ไม่ยอมปล่อยตัวออกมา

ผลงานที่ผ่านมาของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช เขาสามารถคว้าแชมป์ลีกสูงสุดภายในประเทศกับทุกสโมสรที่ลงเล่นได้สำเร็จ ยกเว้นแค่มัลโม่แค่เพียงทีมเดียวเท่านั้น หลังจากที่เขาพาทีมปีศาจแดง – ดำ คว้าสคูเด็ดโต้ เขาก็ตัดสิ้นใจย้ายไปเล่นที่ฝรั่งเศสให้กับ ปารีส แชงต์ – แชร์กแม็ง ด้วยระยะเวลาตลอด 4 ปี เขาได้สร้างสรรค์ผลงานได้อย่างประทับใจ โดยเฉพาะฤดูกาลสุดท้ายที่เขาสามารถยิงประตูได้มากถึง 50 ลูก ของทุกรายการนี้ ก่อนที่เขาจะหมดสัญญากับสโมสรลง โดยสามารถคว้าผลงานแชมป์ลีก เอิงได้ทั้ง 4 ฤดูกาลที่ลงเล่น

เมื่อวันที่ 1 January หลังจากได้รับใช้ชาติให้กับประเทศสวีเดนในฟุตบอลยูโร 2016 ก็ได้ประกาศอำลาทีมชาติ หลังจากนั้น ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ได้เปิดตัวชูเสือหมายเลข 9 ของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ได้มีการเซ็นสัญญาในระยะสั้น 1 ปี ที่มีผู้จัดการทีมเป็นอดีตเจ้านายเก่าอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ อีกครั้ง หลังจากหมดสัญญา ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ก็ได้ย้ายไปเล่นให้กับทีมแอลเอ แกลักซี ในปี 2018…

Read More
ประวัตินักฟุตบอล เจอร์เกน คล็อปป์ เทรนเนอร์ เป็นนักฟุตบอลอาชีพชาวอังกฤษ ปัจจุบันเล่นให้กับเลสเตอร์ซิตี และทีมชาติอังกฤษ

ประวัตินักฟุตบอล เจอร์เกน คล็อปป์ เทรนเนอร์ เป็นนักฟุตบอลอาชีพชาวอังกฤษ ปัจจุบันเล่นให้กับเลสเตอร์ซิตี และทีมชาติอังกฤษ

ประวัตินักฟุตบอล เจอร์เกน คล็อปป์ เทรนเนอร์ นอกจากนี้สามารถเล่นในตำแหน่งปีกได้อีกด้วย

ประวัตินักฟุตบอล เจอร์เกน คล็อปป์ เทรนเนอร์

ประวัติของ เจมี่ วาร์ดี้
ชื่อเต็ม : เจมี่ ริชาร์ด วาร์ดี้
วันเกิด : 11 มกราคม 1987 (อายุ 27 ปี)
สถานที่เกิด : เชฟฟิลด์, ประเทศอังกฤษ
ส่วนสูง : 178 เซนติเมตร
สัญชาติ : อังกฤษ
ตำแหน่ง : กองหน้า
สโมสรปัจจุบัน : เลสเตอร์ ซิตี้

Jamie Richard Vardy วาร์ดี้ เริ่มค้าแข้งกับทีมเยาวชนของ สต๊อกส์บริดจ์ พาร์ค สตีลส์ ในวัย 16 ปี หลังถูกปล่อยตัวมาจาก เชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ เขาทำได้ดีจนถูกดันขึ้นทีมสำรอง และไปถึงชุดใหญ่ ภายใต้การคุมทีมของ แกรี่ มาร์โรว์ ในปี 2007 เป็นนักฟุตบอลอาชีพชาวอังกฤษ ปัจจุบันเล่นให้กับเลสเตอร์ซิตี และทีมชาติอังกฤษ ในตำแหน่งกองหน้าตัวเป้า นอกจากนี้สามารถเล่นในตำแหน่งปีกได้อีกด้วย โดยเลสเตอร์ซิตีซื้อตัววาร์ดีมาจากฟลีตวูดทาวน์ ซึ่งเป็นสโมสรสมัครเล่นในระดับนอกลีกของอังกฤษด้วยซ้ำ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ การที่คุณได้เห็นช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมของ เจมี วาร์ดี และ เลสเตอร์ บ่อยครั้งที่คุณต้องการโชคนิดหน่อยแต่มันเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยม อย่างแรกเลยคือคุณต้องมีความกล้าพอที่จะทำ มันคือฤดูกาลที่สมบูรณ์แบบของ เลสเตอร์ และซีซั่นที่วิเศษสำหรับ วาร์ดี

วาร์ดีเกิดที่เมืองเชฟฟีลด์ ในครอบครัวที่ไม่ได้มีฐานะทางเศรษฐกิจดีนัก พ่อเป็นพนักงานคุมรถเครนตามสถานที่ก่อสร้าง แม่เป็นทนายความ ทั้งคู่ไม่มีเงินส่งเสียให้เรียนจนจบปริญญาตรีด้วยซ้ำ วาร์ดีจึงต้องดิ้นรนตั้งแต่เล็กด้วยการเป็นพนักงานในโรงงานทำขาเทียม ซึ่งต้องเผชิญกับสารเคมีอันตรายตั้งแต่ยังเด็ก ก่อนที่เมื่อเติบโตเข้าช่วงวัยรุ่นจะหันไปเล่นฟุตบอลกับเชฟฟีลด์เวนส์เดย์ในชุดเยาวชน และได้ขยับขึ้นเรื่อย ๆ จนที่สุดในปี ค.ศ. 2007 ได้รับค่าตัว 30 ปอนด์ (ประมาณ 1,618 บาท) ต่อสัปดาห์ ซึ่งไม่พอเลี้ยงตัวเอง จึงต้องกลับไปรับทำงานในโรงงานผลิตขาเทียมอีกครั้งควบคู่ไปด้วย ก่อนที่จะได้เล่นให้กับฟลีตวูดทาวน์ และย้ายมาอยู่กับเลสเตอร์ซิตีในที่สุด ด้วยค่าตัวถึง 1 ล้านปอนด์ (ประมาณ 53 ล้านบาท) ซึ่งถือเป็นสถิติการซื้อตัวผู้เล่นจากลีกนอกระบบที่ค่าตัวแพงที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์…

Read More
ประวัตินักฟุตบอล ลูคัส ปิอาซอน ดาวยิงหน้าหล่อชาวบราซิลของ ไอน์ทรัค แฟรงเฟิร์ต

ประวัตินักฟุตบอล ลูคัส ปิอาซอน ดาวยิงหน้าหล่อชาวบราซิลของ ไอน์ทรัค แฟรงเฟิร์ต

ประวัตินักฟุตบอล ลูคัส ปิอาซอน  ผมมีความสุขที่ยิงมันได้ดี มันเป็นประตูที่ยอดเยี่ยม ผมฝึกซ้อมฟรีคิกมาตลอด

ประวัตินักฟุตบอล ลูคัส ปิอาซอน

ชื่อเต็ม : ลูคัส ปิอาซอน
วันเกิด : 20 มกราคม 1994 (อายุ 20)
สถานที่เกิด : เซาเปาโล, ประเทศบราซิล
สัญชาติ : บราซิล
ส่วนสูง : 184 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : ปีก/ กองหน้า
สโมสรปัจจุบัน : เชลซี (ยืมตัวที่ ไอน์ทรัค แฟร้งเฟิร์ต)

ประวัติของ ลูคัส ปิอาซอน
ลูคัส ปิอาซอน เป็นดาวยิงที่หน้าตาหล่อของชาวบราซิล ไอน์ทรัค แฟรงเฟิร์ต ได้สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเคาเอง นักยิงบอลด้วยความรุนแรง และเป็นทิศทางที่สมบรูณ์แบบ ด้วยวัย 20 ปี ก่อนพุ่งเสียบคานเข้าไป ทำให้ ยาโร สลาฟ ดร็อบนีย์ ผู้รักษาประตูของ ฮัมบูร์ก หมดสิทธิ์รับลูกแต่อย่างใด ตอนกรรมการให้ลูกฟรีคิก ฮาริส เซเฟโรวิช และ ทิโมธีย์ แชนด์เลอร์ เข้ามาบอกผมว่า ตอนนี้นาที 88 แล้ว มันคือโอกาสสำคัญ นายต้องทำให้ได้ มันทำให้ผมรู้สึกเชื่อมั่นมากๆ ผมมีความสุขที่ยิงมันได้ดี มันเป็นประตูที่ยอดเยี่ยม ผมฝึกซ้อมฟรีคิกมาตลอด”…

Read More
นักฟุตบอล มิเชล พลาตินี่ ได้มีรับการยอมรับกันอย่างกว้างขวางในฐานะมิดฟิลด์ที่เพอร์เฟกต์ที่สุดในโลก

นักฟุตบอล มิเชล พลาตินี่ ได้มีรับการยอมรับกันอย่างกว้างขวางในฐานะมิดฟิลด์ที่เพอร์เฟกต์ที่สุดในโลก

นักฟุตบอล มิเชล พลาตินี่ เป็นนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของยุโรป

นักฟุตบอล มิเชล พลาตินี่

มิเชล พลาตินี่ เมื่อในอดีตมิดฟิลด์ทีมชาติฝรั่งเศสผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ และได้ตั้งให็เป็นบุคคลระดับตำนานไปอย่างเรียบร้อย ได้มีรับการยอมรับกันอย่างกว้างขวางในฐานะมิดฟิลด์ที่เพอร์เฟกต์ที่สุดในโลกของยุคเดียวกัน
พลาตินี่ เริ่มต้นอาชีพค้าแข้งกับ นองซี่-ลอร์เรน ก่อนที่จะย้ายไปสู่ทีมที่ใหญ่กว่าอย่าง แซงต์ เอเตียง ที่ซึ่งได้มาประสบความสำเร็จ ได้คว้าแชมป์ ลีก สูงสุดเมื่อปี 1981

ในปี 1982 ก้าวใหม่ของชีวิตที่ท้าทายมากกว่าเดิม ที่ได้มีการได้เริ่มมาถึงเมื่อได้ย้ายไปหาประสบการณ์กับสโมสรในอิตาลี ซึ่งเป็นสโมสรชั้นนำอย่าง ยูเวนตุส แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่เมื่อได้มีารลงเล่น 147 เกม พลาตินี่ กระทุ้งประตูไป 68 ตุง ซึ่งจากตำแหน่งมิดฟิลด์ ก็ได้ถือว่าเป็นสถิติที่ไม่ธรรมดาจริงๆ
และยังไม่หมดเท่านั้น ก็ได้พ่อมดแห่งวงการลูกหนังรายนี้ยังได้นำความโด่งดังเป็นดาวซัลโวของ เซเรีย อา ได้ถึง 3 สมัยซ้อน พลาตินี่ เป็นส่วนสำคัญอย่างมากให้ม้าลายแห่งตูริน สคูเด็ตโต้,แชมป์ อิตาเลียน คัพ,ยูโรเปี้ยน คัพ และ คัพ วินเนอร์สคัพ

พลาตินี่ และยังได้รับมอบหมายให้เป็นกัปตันทีมชาติ “ตราไก่” ฝรั่งเศส ลุยศึก ยูโรเปี้ยน แชมเปี้ยนคัพ เมื่อปี 1984 และจบทัวร์นาเมนต์ด้วยตำแหน่งดาวซัลโวด้วยที่ 9 ประตู
นอกจากจะมีความจี๊ดจ๊าดในตำแหน่งมิดฟิลด์แล้วการผ่านบอล และการป้อนบอลของ พลาตินี่ ยังได้รับการยอมรับว่าเยี่ยมยอดมากอีกด้วย รวมถึงในการยิงประตูที่หาได้ไม่มากนักจากนักเตะตำแหน่งมิดฟิลด์ แล้วเป็นดาวยิงแบบนี้

 

เซอร์บ๊อบบี้ ชาร์ลตัน ในตำนานนักเตะชาวอังกฤษ ได้กล่าวถึง พลาตินี่ ไว้ว่า “เขาจบสกอร์ได้คมมากๆแม้จะมีช่องอยู่นิดเดียวเท่ารูเข็มก็ตาม” พลาตินี่ สามารถปั่นบอลให้โค้งหนีกำแพงและสามารถหนีมือผู้รักษาประตูได้อย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งการซ้อมก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษ ใช้เพียงแค่หุ่นตั้งเป็นแถวเหมือนกับที่คนอื่นทำกัน
พลาตินี่ เคยได้รับเลือกเป็นนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของยุโรป (บัลลงดอร์) ถึง 3 สมัยติดต่อกันด้วยในปี 1983,84 และ 85
พลาตินี่ แขวนสตั๊ดเมื่อปี 1987 โดยเล่นให้ยูเวนตุส เป็นทีมสุดท้าย…

Read More
ประวัตินักฟุตบอล ดไวท์ ยอร์ค เป็นดาวเตะที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุด

ประวัตินักฟุตบอล ดไวท์ ยอร์ค เป็นดาวเตะที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุด

ประวัตินักฟุตบอล ดไวท์ ยอร์ค ดาวเตะที่มีใบหน้าเปื้อนยิ้มอยู่ ซึ่งที่ตัดสินใจกลับมาใช้ชาติอีกครั้ง ในปี 2005

ประวัตินักฟุตบอล ดไวท์ ยอร์ค 

ประวัติของ ดไวท์ ยอร์ค

ศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นครั้งแรกของ ดไวท์ ยอร์ค เป็นดาวเตะที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดของ ตรินิแดด และ โตเบโก ที่ปัจจุบันค้าแข้งอยู่กับ ซิดนีย์ เอฟซี ในแดนจิงโจ้ แต่จะเป็นครั้งเดียวและครั้งสุดท้ายของเขาอีกด้วย ด้วยวัยที่ล่วงเลยมาถึง 32 ปี คงจะเป็นเรื่องยากที่เขาจะลุ้นกลับมาโชว์เพลงแข้งบนเวทีลูกหนังโลกอีกครั้งใน 4 ปีข้างหน้า

เพราะฉะนั้นศึกครั้งเดียวครั้งนี้ ยอร์ค เอง ก็คงไม่ยอมพาทีมตกรอบไปอย่างง่ายๆ กับการทิ้งทวนเส้นทางอาชีพค้าแข้งของเขาได้อย่างแน่นอน และจากที่มีดีกรีเคยเป็นถึง ทริปเปิ้ลแชมป์ สมัยที่ยังค้ายังแข้งอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ประสบการณ์และความสามารถของเขา จะมีส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางของ ตรินิแดดฯ กับการลุยศึกเวิลด์ คัพ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศอย่างไม่ต้องสงสัย

อดีตหัวหอกแอสตัน วิลล่า ที่มีความสามารถ, การอ่านเกม และ ทัศนคติที่ดี แถมยังทำงานหนักในสนาม และสามารถสร้างโอกาส หรือ เข้าทำประตู ที่เกือบจะเรียกว่าได้ดั่งใจเลยทีเดียว การันตีได้ด้วยสถิติเป็นนักเตะไม่ใช่สายเลือดอังกฤษคนแรกที่สามารถทำประตูในพรีเมียร์ลีกได้ถึง 100 ประตูในฤดูกาล 2000/01 แถมยังเคยคว้ารางวัลรองเท้าทองคำด้วยผลงาน 18 ประตูในฤดูกาล 1998/99 อีกด้วย

และแม้ว่าหลายคนจะมองว่านับตั้งแต่หันหลังให้ “ปีศาจแดง” บวกกับร่างกายที่โรยรามากขึ้นทุกวัน ยอร์ค จะดำดิ่งเข้าสู่ช่วงขาลงของเส้นทางนักเตะมาเป็นตลอด หลังจากต้องร่อนเร่พเนจรไปอยู่กับ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส และ เบอร์มิงแฮม ซิตี้ ก่อนที่จะมานลงเอยกับการค้าแข้งในออสเตรเลียอย่างในปัจจุบัน แต่ถึงยังไงยังนั้นแล้วอดีตดาวเตะเจ้าของค่าตัว 12.6 ล้านปอนด์ เชื่อได้ว่าตอนนี้เขาเป็นนักเตะที่ดีกว่าตอน วิลล่า ขายเขาให้ ยูไนเต็ด เสียอีก

เป็นดาวเตะที่มีใบหน้าเปื้อนยิ้มอยู่ตลอดจนเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งที่ตัดสินใจกลับมาใช้ชาติอีกครั้ง ในปี 2005 เมื่อพร้อมกับผันตัวเองมารับบทบาทในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางแทน จึงได้ไว้กล่าวว่า “ผมเล่นได้แน่นอน และ มั่นใจในความสามารถของตัวเองมากกว่าเดิมเยอะ ผมเล่นอย่างชาญฉลาดกว่าตอนที่ผมไปเล่นที่อังกฤษครั้งแรกเสียอีก ตอนนี้ผมเป็นนักเตะที่ดีกว่าตอนอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลายเท่าในด้านของประสบการณ์ เพราะผมก็รู้ว่าเมื่อไรควรจะเดินเกมเจาะแผงหลังคู่แข่ง ในเรื่องจิตใจของผมเฉียบขาดมากขึ้น ผมคิดได้เร็ว ส่วนด้านร่างกาย ตัวผมอยู่ในสภาพที่ดีมาก แต่ผมก็ไม่ได้วิ่งเร็วในสนามเหมือนอย่างที่ผมต้องการ แต่นั่นก็เป็นความจริงของอายุที่เกิดขึ้นกับทุกคน”…

Read More
ประวัตินักฟุตบอล จอร์แดน เฮนเดอร์สัน เป็นเรื่องช็อกหัวใจของทุกคน โดยเฉพาะพวกเราที่เป็นนักเตะ

ประวัตินักฟุตบอล จอร์แดน เฮนเดอร์สัน เป็นเรื่องช็อกหัวใจของทุกคน โดยเฉพาะพวกเราที่เป็นนักเตะ

ประวัตินักฟุตบอล จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ก็กลายเป็นตัวหลักของทัพ ”แมวดำ” ทันที โดยถูกส่งลงเล่นในเกม พรีเมียร์ลีก

ประวัตินักฟุตบอล จอร์แดน เฮนเดอร์สัน

ประวัติของ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน
ชื่อเต็ม : จอร์แดน ไบรอัน เฮนเดอร์สัน
วันเกิด : 17 มิถุนายน 1990 (อายุ 24 ปี)
เกิดที่ : ซันเดอร์แลนด์ , ประเทศอังกฤษ
สัญชาติ : อังกฤษ
ส่วนสูง : 187 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : กองกลาง
สโมสรปัจจุบัน : ลิเวอร์พูล

ประวัติส่วนตัว
ซันเดอร์แลนด์ 2008
เฮนเดอร์สัน เกิดในเมืองซันเดอร์แลนด์ ซึ่งที่อยู่ทางตะวันออกของอังกฤษ โดยเขาถูกจับเซ็นสัญญาเข้าถิ่น ”แมวดำ” ในเมื่อวันที่ 1 Juiy 2008 และได้ถูกส่งลงเล่นเกมแรกในลีกด้วยเพียงแค่วัย 18 ปี หลังจากนั้นถูกส่งลงไปเป็นตัวสำรองในช่วงครึ่งหลังในเกมที่บุกไปแพ้ เชลซี 0-5 เมื่อเดือน Novembey ปี 2008 เฮนเดอร์สัน ได้ส่งลงเล่นในบ้านเกมแรกโดยเป็น 11 ผู้เล่นตัวจริงอีกด้วยที่ได้พบกับ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ถ้วยลีกคัพ

โคเวนทรี 2009(ยืมตัว)
เมื่อเดือน January ปี 2009 เฮนเดอร์สัน ที่ต้องถูกส่งลงไปเล่นในลีก เดอะแชมเปี้ยนชิพ กับสโมสร โคเวนทรี เป็นระยะเวลาหลายเดือนด้วยสัญญายืมตัว ”เฮนโด้” ได้ลงเล่นให้กับโคเวนทรี เกมแรกในนัดที่แพ้ให้กับ ดาร์บี้ เค้าท์ตี้ ไป 2-1 เมื่อวันที่ 23 February 2009 แต่ถึงอย่างไรแล้วฟอร์มโดยรวมของ เฮนเดอร์สัน ถือว่าเป็นที่น่าพอใจกับทางด้านสโมสร โคเวนทรี และได้มีการเจรจาเพื่อขอยืดสัญญาในการยืมตัว เฮนเดอร์สัน ได้ออกไปอีกจนจบฤดูกาล ในตอนนั้น เฮนเดอร์สัน ตื่นเต้นอย่างมากที่จะได้ขยายสัญญาจนจบฤดูกาล แต่ในที่สุดแล้วเขาก็ได้ลงเล่นเพิ่มอีกแค่ไม่กี่นัดและก็สามารถกทำประตูได้ครั้งแรกให้กับ นอริช ซิตี้ เมื่อวันที่ 28 February 2009 หลังจากนั้น ”เฮนโด้” ก็ต้องถูกส่งกลับไปยังต้นสังกัดอย่าง ซันเดอร์แลนด์ เนื่องจากได้รับปัญหาอาการบาดเจ็บจนกระดูกฝ่าเท้าแตก เมื่อวันที่ 8 April ปี 2009

ซันเดอร์แลนด์ 2009 – 2011
เมื่อเขากลับมายัง ซันเดอร์แลนด์ อีกครั้ง ในฤดูกาล 2009-2010 เฮนเดอร์สัน ก็กลายเป็นตัวหลักของทัพ ”แมวดำ” ทันที โดยถูกส่งลงเล่นในเกม พรีเมียร์ลีก อย่างสม่ำเสมอ และสามารถทำประตูแรกได้ในสีเสื้อของ ซันเดอร์แลนด์ ในเกมที่พบกับ เบอร์บิงแฮม ในเกมลีกคัพรอบสาม หลังจากนั้นแล้วไม่นานเขาก็มาทำประตูแรกในพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จในเกมที่เจอกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เมื่อวันที่ 19 December 2009 ฤดูกาลแรกกับ ซันเดอร์แลนด์ นั้น ”เฮนโด้” ที่มักจะถูกจับไปเล่นเป็นปีกขวา เพราะเขาต้องหลีกทางให้กับกองกลางจอมโหดอย่าง ลี แคทเทอร์โมล์ หลังจากที่ทำผลงานได้อย่างน่าสุดประทับใจ ซันเดอร์แลนด์ ก็ต้องตัดสินใจมอบของขวัญให้ เฮนเดอร์สัน ด้วยเป็นการต่อสัญญากับเขาออกไปอีก 5 ปี เมื่อวันที่ 23 April ปี 2010 ซึ่งแน่นอนได้ว่าสัญญาของเขากับทัพ ”แมวดำ” ลากยาวไปถึงปี 2015 เลยทีเดียว แถมในฤดูกาลนี้ ”เฮนโด้” ยังไม่สามารถคว้ารางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำสโมสร ซันเดอร์แลนด์ มาครองได้อย่างสำเร็จอีกด้วย ถือว่าฤดูกาล 2009-2010 นี้ของ เฮนเดอร์สัน เป็นจุดเริ่มต้นที่สวยหรูเลยทีเดียวในชีวิตอาชีพการค้าแข้งของคนๆหนึ่งที่สามารถจะทำได้ขนาดนี้ ฤดูกาลแรกกับ ”แมวดำ” เฮนเดอร์สัน ยิงไปทั้งหมด 2 ประตู บวกกับอีก 6 แอสซิสต์…

Read More
ประวัติของ มาธิเยอ เดอบูชี่ เริ่มเล่นฟุตบอลกับทีมในบ้านเกิดอย่าง ยูเนี่ยน สปอร์ตทีฟ เฟรย์ติน

ประวัติของ มาธิเยอ เดอบูชี่ เริ่มเล่นฟุตบอลกับทีมในบ้านเกิดอย่าง ยูเนี่ยน สปอร์ตทีฟ เฟรย์ติน

ประวัติของ มาธิเยอ เดอบูชี่ เขาก็สามารถโชว์ฟอร์มได้เข้าตาเหล่าบรรดาสต๊าฟและกุนซือ ลีลล์ ในยุคนั้น

ประวัติของ มาธิเยอ เดอบูชี่

ประวัติส่วนตัว
มาธิเยอ เดอบูชี่ เริ่มเล่นฟุตบอลกับทีมในบ้านเกิดอย่าง ยูเนี่ยน สปอร์ตทีฟ เฟรย์ติน ได้เข้าร่วมสังกัดกับสโมสร ลีลล์ ในวัย 8 ขวบจากนั้นเขาก็เล่นในทีมเยาวชนของ ลีลล์ มาเข้าเรื่อยๆ โชว์ฟอร์มได้ น่าประทับใจ จนเข้าสู่ฤดูกาล 2003-2004 ช่วงพักเบรคฤดูหนาว เดอบูชี่ ถูกเรียกให้ลองมาลงซ้อมในทีมชุดใหญ่ได้เข้าตาเหล่าบรรดาสต๊าฟและกุนซือ ลีลล์ ในยุคนั้น จนได้รับเสื้อเบอร์ 33   ลีลล์ (2003 – 2013) ในทีมชุดใหญ่ ลีลล์ เดอบูชี่ ลงเล่นเกมแรกเมื่อในวันที่ 31 Janury 2004 ได้ลงเล่นในเกมที่พบกับ เมตซ์ และเขาก็สามารถพา ลีลล์ เอาชนะไปได้ในเกมนั้น 1-0 ฤดูกาลแรกในการเล่นในทีมชุดใหญ่กับ ลีลล์ เดอบูชี่ ได้รับโอกาสลงสนามไปทั้งหมด 5 นัด แบ่งเป็นได้ลงตัวจริง 2 นัด และสำรอง 3 นัด ได้เปลี่ยนมาสวมเสื้อหมายเลข 2 เพื่อให้ดูเหมาะกับการเป็นแบ็คขวาซะหน่อย เขาได้รับโอกาสลงสนามมากขึ้น โดยได้ลงไปทั้งหมด 19 นัด และสามารถทำได้ถึง 3 ประตู ลูกแรกที่เขาสามารถยิงประตูได้ในการเล่นให้กับ ลีลล์ เป็นการยิงใส่ทีมอย่าง บอร์กโดซ์ และมันก็เป็นประตูที่น่าจดจำมาก โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมมากโดยสามารถจบในอันดับ 2 ของศึกลีกเอิง ได้สำเร็จ ทำให้ได้ผ่านเข้าไปเล่นในรอบคัดเลือกของศึกยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีกฤดูกาล 2005-2006 การบาดเจ็บกลับมาได้เมื่อวันที่ 4 April และ ลีลล์ ก็มอบสัญญาฉบับใหม่ให้เขาลากยาวไปจนถึงปี 2010 เดอบูชี่ ได้เซ็นสัญญาฉบับใหม่อีกครั้งในเมื่อวันที่ 28 February 2011 ซึ่งคราวนี้ก็เซ็นกันไปทั้งหมด 4 ปี ฤดูกาลนี้ เดอบูชี่ สามารถช่วยให้ ลีลล์ ได้เข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศของศึก โคปา เดอ เฟรนข์ เขาลงสนามครบทั้ง 5 เกมเลยทีเดียว ในนัดชิง คู่แข่งของพวกเขาคือทีมที่แข็งแกร่ง อย่าง ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ซึ่ง เดอบูชี่ และ ทัพ โดยนัดตัดสินแชมป์ เป็นเกมที่ ลีลล์ ต้องโคจรมาพบกับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง อีกครั้ง และก็เป็น เดอบูชี่ ที่เปิดบอลจากด้านข้างมาให้ มูซซ่า โซว์ ยิงเข้าไปให้ลีลล์ ตีเสมอเป็น 2-2 เก็บ 1 คะแนน โดยนัดตัดสินแชมป์ เป็นเกมที่ ลีลล์ ต้องโคจรมาพบกับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง อีกครั้ง และก็เป็น เดอบูชี่ ที่เปิดบอลจากด้านข้างมาให้ มูซซ่า โซว์ ยิงเข้าไปให้ลีลล์ ตีเสมอเป็น 2-2 เก็บ 1 คะแนน ฤดูกาลนี้เหมือนเป็นการแจ้งเกิดของ เดอบูชี่ ให้ผู้คนทั่วโลกฤดูกาลต่อมา ในวันที่ 6 August 2011 เดอบูชี่ ออกสตาร์ทเกมแรกในลีกพาลีลล์พบกับ น็องซี่ เขาก็สามารถทำประตูได้ในนาทีที่ 47 ของเกม พาลีลล์ เขาก็สามารถทำประตูได้ในนาทีที่ 47 ของเกม พาลีลล์ เดอบูชี่ ก็คงปลาบปลื้มไม่น้อย เมื่อในที่สุด เขาก็ได้รางวัลตอบแทนจากการทำงานอย่างหนัก ทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของสมาคมฟุตบอลของฝรั่งเศส ตลอดระยะเวลาประมาน 10 ปี เดอบูชี่ ลงเล่นให้กับลีลล์ ไปทั้งหมด 233 นัด และยิงเข้าไปได้ทั้งหมด 16 ประตู…

Read More
ประวัตินักฟุตบอล เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ แฟนบอลอาร์เซน่อลหลายคนอาจไม่ค่อยมั่นใจนัก แต่เมื่อถึงชั่วโมงนี้แล้วก็คงจะไม่มีข้อสงสัยใดๆ

ประวัตินักฟุตบอล เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ แฟนบอลอาร์เซน่อลหลายคนอาจไม่ค่อยมั่นใจนัก แต่เมื่อถึงชั่วโมงนี้แล้วก็คงจะไม่มีข้อสงสัยใดๆ

ประวัตินักฟุตบอล เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ ในความยอดเยี่ยมของศูนย์หน้าร่างโย่งรายนี้อีก

ประวัตินักฟุตบอล เอ็มมานูเอล อเดบายอร์

ประวัติของ เอ็มมานูเอล อเดบายอร์
เมื่อครั้งที่ อาร์แซน เวนเกอร์ ตัดสินใจเซ็นสัญญากับ เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ แฟนบอลอาร์เซน่อลหลายคนอาจไม่ค่อยมั่นใจนัก แต่เมื่อถึงชั่วโมงนี้แล้วก็คงจะไม่มีข้อสงสัยใดๆ ในความยอดเยี่ยมของศูนย์หน้าร่างโย่งรายนี้อีก
หลังจากที่ทำไปได้ 4 ประตูในซีซั่นแรกกับ “ไอ้ปืนใหญ่” อเดบายอร์ ในฤดูกาล 2006/2007 ก็ซัดไป 12 ประตู จากการลงสนามทั้งสิ้น 44 นัด ซึ่งถือว่ายังน้อยอยู่ บายอร์เพิ่งมาออกแววเพชรฆาตในฤดูกาล 2007/08 ด้วยจำนวนประตู 30 ลูกจาก 48 นัด ซึ่งทำให้กองเชียร์อาร์เซน่อล พอจะคลายความคิดถึง เธียร์รี่ อองรี อดีตดาวยิงตัวเก่ง ที่ย้ายไปบาร์เซโลน่าในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาได้บ้าง

เส้นทางสู่ถนนลูกหนังของ อเบดายอร์ เริ่มต้นขึ้นในค่ายฝึกซ้อมที่เมืองโลเม่ ในประเทศโตโก และขณะเล่นอยู่ในระดับเยาวชนอายุไม่เกิน 15 ปี ฝีเท้าของเขาก็โดดเด่นจนไปเตะตาแมวมองของ เม็ตซ์ ทีมจากลีก เอิง เข้าอย่างจัง ก่อนจะถูกเรียกตัวไปทดสอบฝีเท้า และได้เซ็นสัญญากับสโมสรดังของฝรั่งเศส เมื่อปี 1999

ใช้เวลาอีก 2 ปีในทีมชุดยู-17 ปี อเดบายอร์ ก็ได้เลื่อนชั้นขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ ซึ่งเขาทำไป 2 ประตูจากการลงสนาม 9 นัดในฤดูกาลแรกในฐานะนักเตะอาชีพ อย่างไรก็ตาม ดาวรุ่งจากโตโก ก็ไม่สามารถช่วยต้นสังกัดให้รอดพ้นจากการตกชั้นได้ ทว่า ในฤดูกาล 2002-03 อเดบายอร์ ก็โชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรงด้วยการซัดไปถึง 17 ประตู จาก 35 เกม และทำให้หลายสโมสรในยุโรปให้ความสนใจ รวมถึงทีมดังอย่าง อาร์เซน่อล และ ยูเวนตุส ด้วย

กระนั้นก็ตาม ทีมที่คว้าตัวเขาไปกลับเป็นทีมในลีก เอิง อย่างโมนาโก ที่ซึ่งเขาช่วยทำ 7 ประตู ใน 17 นัด ให้ทีมทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก จากการทำ 2 ประตูใน 10 เกม

หลังจากที่ใช้ความพยายามอยู่นาน ในที่สุด อาร์เซน่อล ก็ได้เซ็นสัญญากับ อเดบายอร์ เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2006 แบบไม่เปิดเผยค่าตัว แต่สื่อคาดกันว่าน่าจะอยู่ที่ประมาณ 3 ล้านปอนด์ (ราว 210 ล้านบาท) เท่านั้น และได้สวมเสื้อหมายเลข 25 แทนที่ของ เอ็นวานโก้ คานู อดีตหัวหอกชาวไนจีเรีย ซึ่งเจ้าตัวเผยว่าเป็นนักเตะขวัญใจ

อเดบายอร์ ได้รับสมญานามว่า “เบบี้ คานู” และครั้งหนึ่ง เวนเกอร์ ก็เคยให้คำจำกัดความดาวเตะชาวโตโกตอนที่เซ็นสัญญาว่าเป็น “คานู ที่มีความเร็วบวกด้วย” ในขณะที่สื่อในเมืองผู้ดีกลับให้นิคเนมเขาว่าเป็น “นิว ดร็อกบา” เนื่องจากมีการครองบอลที่ยอดเยี่ยม, ร่างกายที่แข็งแกร่งและโดดเด่นในลูกกลางอากาศ

เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2006 กองหน้าผิวหมึก ก็ประเดิมสนามในพรีเมียร์ลีกให้กับ อาร์เซน่อล และใช้เวลาเพียง 21 นาที ก็สามารถพังประตูได้อย่างรวดเร็วและช่วยให้ทีมเอาชนะ เบอร์มิงแฮม 2-0 อย่างไรก็ตาม อเดบายอร์ ไม่มีสิทธิลงเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กับต้นสังกัดเนื่องจากติดคัพ-ไทจากการเล่นยูฟ่า คัพ กับ โมนาโก ในช่วงต้นซีซั่นมาแล้ว

ฤดูกาล 2006-07 อเดบายอร์ ได้พิสูจน์ตัวเองว่าเขาสามารถเป็นตัวแทนของ อองรี กัปตันทีมที่ได้รับบาดเจ็บได้ และเขาก็กลายเป็นขวัญใจสาวกเดอะ กันเนอร์ส เมื่อเป็นคนทำประตูชัย 1-0 ให้ทีมเอาชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นชัยชนะนัดแรกในฤดูกาลด้วย ก่อนจะจบซีซั่นนั้นด้วยการทำประตูรวมทุกรายการ 12 ลูก

ในส่วนของฤดูกาล 2008/09 ทีมอาร์เซนอลฟอร์มไม่ดีนัก หัวหอกร่างโย่ง ผลงานได้น้อยกว่าซีซั่นที่ผ่านมา ด้วยจำนวนรวม 16 ประตู จาก 37 นัด
ล่าสุด ก่อนเปิดฤดูกาล บายอร์ได้ย้ายไปร่วมสังกัดใหม่ แมนเชวเตอร์ ซิตี้แล้ว ด้วยค่าตัว 25 ล้านปอนด์ รับค่าเหนื่อย 170,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ สวมเสื้อเบอร์ 25 ซึ่งเป็นเบอร์เดิม

ด้าน ผลงานกับทีมชาติ อเดบายอร์ มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ช่วยให้ โตโก ผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลก 2006 รอบสุดท้าย ที่ประเทศเยอรมัน หลังซัดไปถึง 11 ประตูในรอบคัดเลือกโซนแอฟริกา จนทำให้มีชื่อเข้าชิงรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของกาฬทวีปด้วย และแม้ว่า โตโก จะต้องตกรอบแรกหลังพ่ายไป 3 นัดรวด แต่ อเดบายอร์ ก็ได้รับการยอมรับในฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยม แม้ว่าจะยิงประตูในรอบสุดท้ายไม่ได้เลยก็ตาม

ทว่า หลังจากนั้น อเดบายอร์ ก็ถูกสมาคมฟุตบอลโตโกหั่นทิ้งจากทีมชาติเนื่องจากมีปัญหาขัดแย้งกันเรื่องการจ่ายโบนัส อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวก็ถูกเรียกกลับมารับใช้ชาติอีกครั้งในช่วงเดือนก.ย. ที่ผ่านมา…

Read More
ประวัตินักฟุตบอล ลุค ชอว์ เป็นคนอังกฤษโดยกำเนิด เล่นตำแหน่งกองหลัง ให้กับทีมเซาท์แฮมปืตัน

ประวัตินักฟุตบอล ลุค ชอว์ เป็นคนอังกฤษโดยกำเนิด เล่นตำแหน่งกองหลัง ให้กับทีมเซาท์แฮมปืตัน

ประวัตินักฟุตบอล ลุค ชอว์ เมื่อแบ็กอนาคตไกลอายุครบ 16 ปี เจ้าตัวจึงมีโอกาสแจ้งเกิดในทีมชุดใหญ่

ประวัตินักฟุตบอล ลุค ชอว์

ลุค ชอว์ กองหลังของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับชีวิตการค้าแข้งของเขาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงภายใน 12 เดือนที่ผ่านมา

ชอว์ วัย 19 ปีติดทีมชาติอังกฤษชุดลุยศึกฟุตบอลโลกที่ประเทศบราซิล ก่อนที่เขาจะย้ายมาร่วมทัพ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยราคา 30 ล้านปอนด์

ชอว์ กล่าวผ่านสื่อของสโมสรว่า “ผมภาคภูมิใจมาก ผมโชคดีที่ได้ไปเล่นฟุตบอลโลกและอยู่กับสโมสรที่ยิ่งใหญ่ด้วยอายุเพียงเท่านี้ มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ”

“แต่ผมยังจะต้องพัฒนาไปให้มากกว่านี้อีก ผมแค่อยากแก้ไขจุดอ่อนของตัวเองเเละกลายเป็นผู้เล่นที่สมบูรณ์แบบ และแสดงให้ทุกคนเห็นว่าทำไมผมจึงคู่ควรกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด”

“ผมจากบ้านมาไกล และเป็นช่วงเวลาที่เหลือเชื่อซึ่งผมรักมันมาก ชีวิตที่ แมนเชสเตอร์ เป็นไปได้ด้วยดี ผมรู้สึกเหมือนว่าผมได้อยู่ที่บ้านของตัวเองเลยล่ะ”
ลุค ชอว์

ชื่อเต็ม : ลุค พอล โฮเร่ ชอว์
วันเกิด : 12 กรกฎาคม 1995 (18 ปี)
สถานที่เกิด : คิงส์ตัน อัพพอน แธมส์, อังกฤษ
ส่วนสูง : 1.85 ซม.
สโมสรปัจจุบัน : เซาท์แฮมป์ตัน
สโมสรเยวชน : เซาท์แฮมป์ตัน 2003-12
ลุค พอล โฮเร่ ชอว์ เกิดเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 1995 เป็นคนอังกฤษโดยกำเนิด เล่นตำแหน่งกองหลัง ให้กับทีมเซาท์แฮมปืตัน ในพรีเมียร์ลีก และพกดีกรีทีมชาติอังกฤษชุดต่ำกว่า 21 ปี นอกจากนี้ ชอว์ ยังเป็นเด็กปั้นใน “นักบุญ” อคาเดมี่มาตั้งแต่เด็ก โดยเจ้าหนูอนาคตไกล ประเดิมสนามเป็นตัวจริงให้กับเซาท์แฮมป์ตันชุดใหญ่ เมื่อเดือนมกราคม 2012

ชอว์ เกิดที่เมืองคิงส์ตัน อัพพอน แธมส์ เคยศึกษาอยู่ที่โรงเรียน ไรเด้นส์ เอนเตอร์ไพรส์ ซึ่งในวัยเด็ก ชอว์ เป็นแฟนตัวยงของเชลซี และวาดฝันจะเล่นให้กับทีมจากลอนดอนในอนาคต อย่างไรก็ตาม แบ็กวัยรุ่นเริ่มต้นค้าแข้งด้วยการชุบตัวกับอคาเดมี่ของเซาท์แฮมป์ตัน ตั้งแต่อายุ 8 ขวบ และก้าวกระโดดไปติดทีมยู-18 ทั้งทีมีอายุได้เพียง 15 ปี
จากนั้นพัฒนาการของชอว์ ก็พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับมีชื่ออยู่บนม้านั่งสำรองของทีมชุดใหญ่ ในเกมลีก คัพ ที่พบกับเปรสตัน เมื่อเดือนกันยายน 2011 ถึงแม้เกมดังกล่าว ปราการหลังหน้าอ่อนจะไม่ถูกส่งลงเล่นก็ตาม ในช่วงตลาดซื้อขายเดือนมกราคม 2012 มีข่าวลือหนาหูว่าสโมสรชั้นนำอย่าง อาร์เซน่อล, เชลซี และแมนฯ ซิตี้ ต่างให้ความสนใจในตัว ชอว์ พร้อมกับยื่นข้อเสนอเป็นเงินจำนวน 4 ล้านปอนด์ แต่เซาท์แฮมป์ตัน ในยุคผู้จัดการทีม ไนเจล แอ๊ดกิ้นส์ ก็ตอบปฏิเสธกลับไปทันควัน

เมื่อแบ็กอนาคตไกลอายุครบ 16 ปี เจ้าตัวจึงมีโอกาสแจ้งเกิดในทีมชุดใหญ่ คราวนี้เป็นศึกเอฟเอ คัพ รอบสาม ที่พบกับ มิลล์วอลล์ โดย ชอว์ ได้ลงสนามในบทบาทตัวสำรองแทน เจสัน พันเชี่ยน ในนาทีที่ 13 ซึ่งผลลงเอยด้วยการเสมอกันไป 1-1

ช่วงซัมเมอร์ปี 2012 มีข่าวหนาหูออกมาอีกครั้ง เรื่องการย้ายทีม เมื่อสองสโมสรจากลอนดอนอย่าง เชลซี กับ อาร์เซน่อล กลับมาให้ความสนใจกับแบ็กซ้ายรายนี้อีกครั้ง แต่เป็นอีกครั้งที่ “นักบุญ” เก็บของรักให้อยู่กับทีมต่อไป และเป็นซีซั่นที่ชอว์ ได้โอกาสลงสนามอย่างสม่ำเสมอ เริ่มจากการเล่นเป็นตัวจริงให้ทีมครบ 90 นาที ในเกมลีก คัพ ที่ชนะสตีฟเนจ 4-1 จากนั้นเจ้าตัวกลายเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรเซาท์แฮมป์ตัน ด้วยการลงสนามในเกมลีก พบกับสวอนซี ร่วม 74 นาที

เวลาล่วงเลยมาถึงช่วงหน้าหนาว ในเดือนมกราคม 2013 ซึ่งก็มีข่าวลือการย้ายทีมของ ชอว์ เข้ามาอีกระลอก คราวนี้มีอาร์เซน่อล เป็นตัวเต็ง เนื่องจากเป็นขาประจำในการดูดดาวรุ่งเซาท์แฮมป์ตัน อย่างเมื่อก่อน อาร์แซน เวนเกอร์ เคยดึงธีโอ วัลค็อตต์ กับอ็อกซ์เล็ด แชมเบอร์เลน ซึ่งเป็นเด็กเก่า “นักบุญ” มาร่วมทีมได้สำเร็จ ทว่าคำตอบยังเหมือนเดิมเมื่อ ทีมจากแดนใต้ ปฏิเสธข้อเสนอ 10 ล้านปอนด์ จาก “เดอะ กันเนอร์ส”…

Read More